Materials Now: Thai Local Materials for Global Potential โครงการยกระดับวัสดุท้องถิ่นไทยสำหรับอุตสาหกรรมการออกแบบสู่ระดับสากล

ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็น “ต้นทุนทางปัญญา” สำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และทักษะเชิงช่างอันโดดเด่นของแต่ละภูมิภาค สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จึงได้จัดทำโครงการ “Materials Now: Thai Local Materials for Global Potential” โครงการยกระดับวัสดุท้องถิ่นไทยสำหรับอุตสาหกรรมการออกแบบสู่ระดับสากล ขึ้นระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - กรกฎาคม ในปี 2569 เพื่อแปรเปลี่ยนต้นทุนเหล่านี้ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล พร้อมทั้งยกระดับและผลักดันศักยภาพของวัสดุท้องถิ่นไทยให้ก้าวไกลสู่ตลาดโลก

From Local Wisdom to Global Possibilities

โครงการมุ่งยกระดับศักยภาพวัสดุท้องถิ่นไทยให้ก้าวสู่ตลาดสากล ด้วยการคัดเลือกผู้ผลิตวัสดุจากผู้สมัคร 45 รายจาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา จนได้ 8 ผู้ผลิตที่มีศักยภาพในการต่อยอดและพร้อมพัฒนาต้นแบบสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต

8 ผู้สร้างสรรค์วัสดุจากทั่วประเทศไทยที่ผ่านการคัดเลือก ประกอบด้วย

1. AVALON ARTISAN GALLERY - กรุงเทพมหานคร
2. BAAN BOON - จังหวัดเชียงราย
3. BANA KRAFT - จังหวัดเพชรบุรี
4. KORTANEE - จังหวัดสงขลา
5. MUNIE - จังหวัดนนทบุรี
6. MUSH COMPOSITES - จังหวัดเชียงใหม่
7. RAMAI - จังหวัดยะลา
8. RUXXY CRAFT - จังหวัดเลย

เพราะ “ทุกความร่วมมือและความเชี่ยวชาญ” คือหัวใจของการยกระดับวัสดุท้องถิ่น
ผู้ผลิตวัสดุ × นักออกแบบ × นักวิจัย × นักการตลาด × ทรัพย์สินทางปัญญา

ตลอดระยะเวลาดำเนินงาน โครงการได้การเชื่อมโยงผู้ผลิตเข้ากับผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทั้งนักออกแบบ นักวิจัย นักการตลาด และด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อร่วมกันพัฒนาวัสดุให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเรื่องฟังก์ชันการใช้งาน การประยุกต์ใช้นวัตกรรม การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนการสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา การบูรณาการองค์ความรู้ข้ามสายงานนี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่วัสดุท้องถิ่นไทย แต่ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจ และต่อยอดสู่การแข่งขันในตลาดโลก

เมื่อ 8 วัสดุได้รับการต่อยอดให้มีศักยภาพและมีคุณสมบัติใหม่มากยิ่งขึ้นผ่านงานวิจัย และการออกแบบใหม่ด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่วัสดุท้องถิ่นทั่วไป แต่เป็นนวัตกรรมที่พร้อมแข่งขันในเชิงพาณิชย์ได้จริง โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการนี้ ได้รับการคุ้มครองด้วยการยื่นจดสิทธิบัตรการออกแบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

1. แบรนด์ AVALON ARTISAN GALLERY  บริษัท มณี มงคล เจมส์ แฟคตอรี่ จำกัด กรุงเทพมหานคร

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเครื่องประดับชั้นนำ ที่นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาขับเคลื่อนงานดีไซน์ โดยผสานงานหัตถศิลป์ไทย เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ และดีไซน์ร่วมสมัยเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนขยะกุ้งหอยปูปลาในท้องถิ่นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ตกแต่งที่มีมูลค่าและความยั่งยืนระดับสากล 

  • นวัตกรรมวัสดุ “MyraShell”: การพัฒนาต่อยอดวัสดุชีวภาพจากเปลือกหอยแมลงภู่เหลือทิ้ง ให้มีความแข็งแรงทนทานสูงยิ่งขึ้น พร้อมแก้ไขปัญหาและลดการเกิดฝุ่นผงในกระบวนการขึ้นรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังคงรักษาความเงางามและสะท้อนเล่นแสงตามธรรมชาติของเปลือกมุกไว้อย่างสมบูรณ์แบบ มอบสัมผัสพื้นผิวเป็นประกายมุกอันเลอค่าและละเอียดอ่อน
  • เพิ่มฟังก์ชันดูดซับและกระจายกลิ่นหอม: ผสมผสานผง MyraShell เข้ากับวัสดุผสาน (ปูนขาว) ในสัดส่วนที่คำนวณมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างคุณสมบัติพิเศษในการดูดซับและค่อย ๆ ปลดปล่อยกลิ่นหอมได้อย่างยอดเยี่ยม
  • ต่อยอดสู่งานตกแต่งเชิงสร้างสรรค์: สามารถนำไปขึ้นรูปเป็นของตกแต่งบ้าน ชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องประดับรักษ์โลก ที่ตอบโจทย์ทั้งความงดงาม ประโยชน์ใช้สอย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

2. แบรนด์ BAAN BOON บริษัท สมบูรณ์ผล คราฟท์ จำกัด  จังหวัดเชียงราย

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี บ้านบูรณ์มุ่งมั่นสร้างสรรค์ไม้กวาดและแปรงแฮนด์เมดจาก “หญ้าข้าวฟ่าง” สายพันธุ์เฉพาะที่มีเส้นใยแข็งแรงทนทานและน้ำหนักเบา โดยผสานฟังก์ชันการใช้งานเข้ากับงานออกแบบอย่างประณีต 

วันนี้ บ้านบูรณ์ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการนำเศษวัสดุลำต้นข้าวฟ่างส่วนเกินจากกระบวนการผลิต มาผ่านกระบวนการอัปไซเคิล ชูคุณค่าของสององค์ประกอบธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งเปลือกนอกอันเงางาม และแกนในนุ่มคล้ายฟองน้ำ  รังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับบ้านและไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่สะท้อนหัวใจแห่งความยั่งยืน

  • ที่ห้อยกระจายกลิ่นหอม: นวัตกรรมจากธรรมชาติที่ใช้คุณสมบัติของแกนข้าวฟ่างในการกักเก็บ และค่อย ๆ ส่งกลิ่นหอม สร้างบรรยากาศผ่อนคลายภายในบ้าน
  • ที่โกยผงจากเศษวัสดุ: ผสานผงข้าวฟ่างอัปไซเคิลลงในเนื้อพลาสติก เกิดเป็นวัสดุใหม่ที่มีมิติและเป็นเอกลักษณ์จับคู่กับไม้กวาดข้าวฟ่างได้อย่างลงตัว

3. แบรนด์ BANA KRAFT วิสาหกิจชุมชนวัยหวาน  จังหวัดเพชรบุรี

วิสาหกิจชุมชนที่เชี่ยวชาญด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรตามกรอบแนวคิดและการบริหารจัดการแบบ “Zero-Waste” โดยจัดการทุกส่วนของพืชให้มีประโยชน์ และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยใช้ภูมิปัญญาไทยที่ผสมผสานกับเทคโนโลยี

จากพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นสู่ดีไซน์ระดับสากล ต้นกล้วยหอมทอง สินค้า GI ขึ้นชื่อประจำจังหวัดเพชรบุรี ถูกนำมาต่อยอดคุณค่าอย่างคุ้มค่าทุกส่วน ผ่านแนวคิดการออกแบบยุคใหม่ที่ไม่หยุดนิ่ง

  • สัมผัสที่แตกต่าง: ลำต้นกล้วยที่มีเส้นใยแข็งแรงและเหนียวแน่น ถูกนำมาปั่นเป็นเส้นด้ายทออย่างประณีต จนได้ผืนผ้าที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ก่อนนำมาออกแบบเป็นถุงกระจายกลิ่นหอมดีไซน์ทันสมัย
  • นวัตกรรมกระจายกลิ่น: ถุงเส้นใยกล้วยได้รับการทดสอบแล้วว่าสามารถกักเก็บและกระจายกลิ่นหอมได้ยาวนานกว่า 15 วัน โดยระดับความหอมจะค่อย ๆ เจือจางอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป
  • การใช้วัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุด: ลำต้นไม่เพียงถูกนำมาใช้ทำถุงกระจายกลิ่น แต่ยังมีการนำ “กาบกล้วย” มาอัดขึ้นรูปเป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและรักษ์โลก

นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานดีไซน์ร่วมสมัย จนเกิดเป็นแนวทางการพัฒนาวัสดุจากเส้นใยกล้วยที่สามารถเติบโตและต่อยอดได้อย่างไม่สิ้นสุด

4. แบรนด์ KORTANEE วิสาหกิจชุมชนกอร์ตานี  จังหวัดสงขลา

ผู้เชี่ยวชาญด้านการแปรรูปเส้นใยจากต้นกล้วยตานีสู่ผลิตภัณฑ์งานคราฟต์และแฟชั่นรักษ์โลก ผสานเสน่ห์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับงานดีไซน์ยุคใหม่ เพื่อเปลี่ยนวัสดุธรรมชาติและของเหลือใช้ให้กลายเป็นกระเป๋า งานจักสาน และของตกแต่งบ้านสุดประณีต 

  • คัดสรรเฉพาะช่วงเวลาสมบูรณ์ที่สุด: เส้นใยจากกาบกล้วยตานีในระยะเริ่มออกปลี ซึ่งเป็นช่วงที่เส้นใยมีความเหนียว ทนทานสูง ไม่เปราะหรือฉีกขาดง่าย
  • อัตลักษณ์สีและสัมผัสจากธรรมชาติ: กาบกล้วยแต่ละชั้นให้เฉดสีธรรมชาติที่แตกต่างกัน ตั้งแต่สีดำ สีน้ำตาลทอง ไปจนถึงสีน้ำตาลอ่อน พร้อมผิวสัมผัสเรียบเนียนมีความมันเงาในตัว นำมาร้อยเรียงด้วยเทคนิคไล่โทนสี (Color Grading) เพิ่มเสน่ห์และมิติอันเป็นเอกลักษณ์ให้ชิ้นงาน
  • นวัตกรรมถนอมวัสดุ กันเชื้อราไร้สารเคมี: ผ่านกระบวนการทำแห้งเพื่อไล่ความชื้นออก 10% ด้วยเทคนิคการตากแดดจัดอุณหภูมิ 45±5 องศาเซลเซียส เป็นเวลานานกว่า 4.5 ชั่วโมง ช่วยยับยั้งการเกิดเชื้อราและเสริมความเหนียวแน่นทนทานอย่างเป็นธรรมชาติ
  • เติมเต็มคุณค่าด้วยการใช้วัสดุหมุนเวียน: เพิ่มรายละเอียดและความลงตัวด้วยการนำเศษหนังเหลือใช้ (Upcycled Leather) มาพันตกแต่งหูกระเป๋า สะท้อนความตั้งใจในการใช้วัสดุทุกส่วนให้เกิดประโยชน์สูงสุด และก้าวข้ามขีดจำกัดของวัสดุธรรมชาติได้อย่างลงตัว

5. แบรนด์ MUNIE บริษัท สยามรุ่งเรือง จำกัด จังหวัดนนทบุรี

บริษัทพัฒนาเส้นใยผักตบชวาที่มีจุดเด่นเรื่องความเชี่ยวชาญด้านการทอเป็นผืน ย้อมสีธรรมชาติได้หลากหลายรูปแบบ สามารถผลิตได้ตามความต้องการลูกค้า ตลอดจนยังทำงานร่วมกับช่างทอที่มีประสบการณ์ และทีมดีไซเนอร์ที่มีหัวใจรักสิ่งแวดล้อม

  • นวัตกรรมเส้นใยผสมผสาน: ผ่านกระบวนการปั่นเส้นใยระหว่างผักตบชวาและฝ้าย เกิดเป็นเส้นด้ายธรรมชาติที่มีคุณสมบัติต้านทานแบคทีเรียและป้องกันรังสียูวี (UV Protection) ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามธรรมชาติ
  • โครงสร้างผ้าทอแน่นพิเศษ ทนทานสูง: คำนวณการทออย่างพิถีพิถันด้วยเส้นใยขนาดกลางและโครงสร้างที่แน่นเป็นพิเศษ ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ทนทานต่อการขัดถู สีซีดจางยาก ทนแดด และมีคุณสมบัติพิเศษช่วยชะลอการลามไฟสูงกว่าผ้าทอทั่วไป

คอลเล็กชัน “หัตถ์กอด” เฟอร์นิเจอร์สุดสร้างสรรค์ที่ผสานเส้นใยผักตบชวาแห้งลงในเนื้อผ้า สร้างผิวสัมผัสนวลนุ่มสะท้อนกลิ่นอายธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ตัวผ้าทอมีความเหนียวทน รับน้ำหนักได้ดีเยี่ยม มาพร้อม โครงสร้างแบบโมดูลาร์ที่สามารถถอด ย้าย หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดวาง ให้ลงตัวกับทุกขนาดพื้นที่ได้อย่างอิสระ

6. แบรนด์ MUSH COMPOSITE บริษัท อินเนโต้ ไบโอเทค จํากัด  จังหวัดเชียงใหม่

ผู้นำด้านการเพาะปลูกและพัฒนาวัสดุชีวภาพ (Customized Biomaterials) สำหรับงานตกแต่งภายในระดับไฮเอนด์ พร้อมเปิดรับความร่วมมือแบบ B2B กับสถาปนิกและดีไซเนอร์ชั้นนำ เพื่อร่วมกันรังสรรค์และผลิตคอลเล็กชันแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนอย่างแท้จริง 

  • Bio-Lithic วัสดุเพาะปลูกแห่งอนาคต: นวัตกรรมพลิกโฉมวงการตกแต่งภายในที่เกิดจากการผสานเส้นใยไมซีเลียม (Mycelium) ให้เจริญเติบโต และยึดเกาะเข้ากับเศษวัสดุธรรมชาติจนหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
  • สัมผัสแห่งหินธรรมชาติในน้ำหนักที่เบากว่า 70%: มอบสัมผัสและลวดลายทางชีวภาพอันเป็นเอกลักษณ์เสมือนหินธรรมชาติ แข็งแรงทนทาน แต่มีน้ำหนักเบากว่าหินจริงถึง 70% พร้อมคุณสมบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขั้นสูง
  • ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการดีไซน์: ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักและการติดตั้ง ให้สถาปนิกและนักออกแบบสามารถสร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์และสเปซระดับลักซ์ชัวรีได้อย่างมีอิสระ ไร้รอยต่อ และยั่งยืน

7. แบรนด์ RAMAI กลุ่มเกษตรกรสันติภาพวังพญา จังหวัดยะลา

กว่า 25 ปีของการรวมตัวของกลุ่มสตรีอาชีพทำนา ที่มุ่งสร้างรายได้เสริมจาก “เตยหนาม” พืชท้องถิ่นขึ้นง่ายที่พบได้ทั่วพื้นที่ เกษตรกรกลุ่มนี้ได้นำทักษะการสานเสื่ออันเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ มาถ่ายทอด พัฒนา และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่หลากหลาย พร้อมแต่งแต้มสีสันให้สวยงามน่าใช้ นับเป็นเครื่องพิสูจน์อันทรงพลังว่ารากเหง้าของชุมชน คือแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่การเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

  • วัตถุดิบยั่งยืนจากธรรมชาติ: จุดเด่นของเตยหนามคือเมื่อตัดแล้วจะสามารถแตกยอดใหม่ได้เรื่อย ๆ จึงมีให้เก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เป็นวัตถุดิบทางธรรมชาติที่หมุนเวียนได้อย่างไม่มีวันหมด
  • คุณสมบัติวัสดุเหนือชั้น: เส้นใยเตยหนามมีความเหนียวนุ่ม ทนทานสูง และดูดซับสีสเปกตรัมจากการย้อมได้เป็นอย่างดี เปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ลวดลายและเฉดสีใหม่ ๆ ได้อย่างอิสระ
  • คอลเล็กชัน “Stay Cool, Stay Thai”: นวัตกรรมดีไซน์ที่ต่อยอดศักยภาพวัสดุสู่ชุดผลิตภัณฑ์ของใช้และแฟชั่นสำหรับคนรุ่นใหม่ อบอวลด้วยกลิ่นอายความอบอุ่น ละเมียดละไมด้วยจิตวิญญาณงานแฮนด์เมดไทย ตอบโจทย์ผู้ที่มองหาความต่างอย่างมีสไตล์และรักษ์โลกไปพร้อมกัน

8. แบรนด์ RUXXY CRAFT บริษัท รักซี่ คราฟท์ จำกัด  จังหวัดเลย

แบรนด์ที่มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญยาวนานในงานออกแบบสิ่งทอ ด้วยการนำผ้าฝ้ายทอมือและเส้นใยกัญชงมาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ทั้งสินค้าแฟชั่นและของตกแต่งบ้านบนพื้นฐานความยั่งยืน พร้อมบริการรับผลิตของพรีเมียมสำหรับองค์กร การันตีคุณภาพและความประณีตระดับสากลด้วยเครื่องหมาย Thailand Textiles Tag

  • เกษตรอินทรีย์เพื่อความยั่งยืน: คัดสรรเส้นใยฝ้ายและกัญชงออร์แกนิกที่ผ่านกระบวนการเพาะปลูกในระบบนิเวศบริสุทธิ์ ไร้สารเคมี ปลอดมลพิษทั้งทางดิน น้ำ และอากาศ
  • ผสานสองเส้นใยธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ:
    • เส้นใยกัญชง (Hemp Fiber): ชูจุดเด่นด้านความเหนียวแน่น แข็งแรงทนทานสูง พร้อมคุณสมบัติทางสุขอนามัย ระบายอากาศและระบายความชื้นได้อย่างยอดเยี่ยม ให้ความรู้สึกเย็นสบายแม้ใช้งานกลางแจ้ง
    • ฝ้ายเข็นมือ (Hand-spun Cotton): เส้นใยฝ้ายที่ดีที่สุดของจังหวัดเลย มอบสัมผัสอันนุ่มนวล ละเมียดละไม และสะท้อนจิตวิญญาณเปี่ยมเสน่ห์ของงานแฮนด์เมดไทยอย่างแท้จริง

การหลอมรวมคุณสมบัติเด่นของฝ้ายและกัญชง ทำให้เกิดนวัตกรรมสิ่งทอที่ทั้งทนทาน นุ่มสบาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมตอบรับทุกรูปแบบการใช้งานของไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย

เมื่อวัสดุท้องถิ่นไทย เดินทางไปสู่ตลาดโลก 

ผลงานจาก 8 ผู้สร้างสรรค์วัสดุของโครงการ ยังได้นำไปจัดแสดงที่งาน Interior Lifestyle Tokyo 2026 ณ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 10 - 12 มิถุนายน 2569 

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการ Materials Now เพื่อนำเสนอแนวคิดและผลงานของ 8 ผู้สร้างสรรค์วัสดุของโครงการ ระหว่างวันที่ 24 - 26 กรกฎาคม 2569 ณ ลาน Atrium 2 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ 

การจัดแสดงผลงานในทั้งในและต่างประเทศ นับว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และได้รับกระแสตอบรับจากสถาปนิก นักออกแบบ รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมตกแต่งภายในเป็นอย่างดี ทุกเสียงสะท้อนต่างชื่นชมเรื่องความเชี่ยวชาญที่สามารถหลอมรวม “นวัตกรรม” และ “ความคิดสร้างสรรค์” เข้ากับเสน่ห์ของวัสดุท้องถิ่น จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่มีความโดดเด่น มีศักยภาพ และสามารถต่อยอดวัสดุท้องถิ่นไทย สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ เชื่อมโยงสู่ตลาดและเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่การขยายโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

ดาวน์โหลดฟรี! E-book ข้อมูล 8 วัสดุและผลิตภัณฑ์ของโครงการ
https://drive.google.com/file/d/11mnv5r-fLQkZar4-EO8EFmvCt1eVzPG6/view?usp=sharing  

รับชมวิดีโอของทั้ง 8 ผู้ประกอบการเพิ่มเติมได้ที่
https://drive.google.com/drive/folders/1IDllmpBMcrwwQsMbJFsnafQKY9b2VMq9?usp=sharing 

CEA ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี และได้ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ ข้อเสนอแนะอันทรงคุณค่า ตลอดจนร่วมพัฒนาและต่อยอดโครงการในทุกมิติ  

คณะกรรมการคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ 
1. ผศ.ดร. อรอุมา วิชัยกุล ภาควิชาออกแบบเครื่องประดับ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
2. ผศ.ดร. เพ็ญพิสุทธิ์ ทองหยวก ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร
3. คุณอมรเทพ คัชชานนท์ นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์และผู้ก่อตั้ง AMO.ARTE
4. คุณปารีสา จาตนิลพันธุ์ ที่ปรึกษา Corporate Partnership Management SIAM PIWAT Co., Ltd. 
5. คุณพิพิธ โค้วสุวรรณ สถาปนิกและนักออกแบบ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท SALT AND PEPPER STUDIO
6. ดร. ดารารัตน์ เมฆเกรียงไกร ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมองค์ความรู้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
7. คุณนัฐฐยา วงษ์สวัสดิ์ นักพัฒนากลยุทธ์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์อาวุโส สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ทีมนักวิจัย
1. ดร. แม็ค บุญเพ็ญศิลป์ (บริษัท อินเนโต้ ไบโอเทค จำกัด และบริษัท สยามรุ่งเรือง จำกัด)
2. ผศ.ดร. เพ็ญพิสุทธิ์ ทองหยวก (บริษัท มณีมงคลเจมส์ แฟคตอรี่ จำกัด, วิสาหกิจชุมชนวัยหวาน, วิสาหกิจชุมชนกอร์ตานี, กลุ่มเกษตรกรสันติภาพวังพญา)
3. อ. ธวัชชัย อาทรกิจ (บริษัท สมบูรณ์ผล คราฟท์ จำกัด และบริษัท รักซี่ คราฟท์ จำกัด)

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ
1. คุณอนุพล อยู่ยืน แบรนด์ Mobella (บริษัท อินเนโต้ ไบโอเทค จำกัด และบริษัท สยามรุ่งเรือง จำกัด)
2. คุณประพัฒน์ สมบูรณ์สิทธิ์ แบรนด์ Q DESIGN AND PLAY (วิสาหกิจชุมชนวัยหวาน และบริษัท รักซี่ คราฟท์ จำกัด)
3. คุณบุณยนุช วิทยสัมฤทธิ์ แบรนด์ 31THANWA และแบรนด์ Youngfolks (วิสาหกิจชุมชนกอร์ตานี และกลุ่มเกษตรกรสันติภาพวังพญา)
4. คุณนวัต ศักดิ์ศิริศิลป์ แบรนด์ MOREOVER (บริษัท มณีมงคลเจมส์ แฟคตอรี่ จำกัด และบริษัท สมบูรณ์ผล คราฟท์ จำกัด)

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด
1. คุณปารีสา จาตนิลพันธุ์ ที่ปรึกษา Corporate Partnership Management SIAM PIWAT Co., Ltd. (บริษัท อินเนโต้ ไบโอเทค จำกัด และบริษัท สยามรุ่งเรือง จำกัด)
2. คุณวัฒนเกียรติ พัชรโชคมงคล Group Head Retail Concept Shop Discovery Retail Co., Ltd. (วิสาหกิจชุมชนวัยหวาน และบริษัท รักซี่ คราฟท์ จำกัด)
3. คุณจินดาพร จัวแจ่มใส Senior Section Manager, Retail Concept Shop Discovery Retail Co., Ltd. (วิสาหกิจชุมชนกอร์ตานี และกลุ่มเกษตรกรสันติภาพวังพญา)
4. คุณวัศยา วงศ์วัจนกุล ผู้จัดการส่วนฝ่ายภาครัฐสัมพันธ์ Siam Piwat Co., Ltd. (บริษัท มณีมงคลเจมส์ แฟคตอรี่ จำกัด และบริษัท สมบูรณ์ผล คราฟท์ จำกัด)

ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา 
คุณปานรดา คุวานนท์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ กรมทรัพย์สินทางปัญญา