microWAVE FILM FEASTival ปีที่ 3 เทศกาลสร้างสรรค์ ร้อยเรียงเสน่ห์จันท์ผ่านภาพยนตร์

ภาพยนตร์หนึ่งเรื่องสามารถส่งผลกระทบไปได้ในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การผลิตวลีฮิตที่คนจดจำจนติดปากไปทั่วเมือง สร้างกระแสแฟชั่นเลียนแบบตัวละคร หรือเปลี่ยนสถานที่ธรรมดาให้กลายเป็นแลนด์มาร์กที่แฟนคลับต้องตามรอย และเมื่อขยายภาพกว้างออกไปในระดับของ “เทศกาลภาพยนตร์” หน้าที่ของมันจึงเป็นมากกว่าแค่การมาเสพอรรถรสจากการชมภาพยนตร์ แต่ยังขยายออกไปสู่บทบาทในการสนับสนุนและพัฒนาเมืองอีกด้วย
กลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันของ microWAVE FILM FEASTival เทศกาลรวมคลื่น~หนังเคลื่อน ที่คราวนี้มาอุ่นเตารอที่จังหวัดจันทบุรี พร้อมหยิบจุดแข็งของเมืองทั้งด้านอาหาร อัญมณี และสถาปัตยกรรม มาร้อยเรียงโดยมีภาพยนตร์เป็นแกนกลางในการเชื่อมต่อ
การจัดเทศกาลสร้างสรรค์ในพื้นที่เมืองรอง ถือเป็นอีกแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ที่มุ่งนำความคิดสร้างสรรค์มาเชื่อมโยงกับสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและศักยภาพเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างประสบการณ์และโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่เมือง

ร้อยเรียงเสน่ห์จันท์ผ่านภาพยนตร์
“เทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกทั้งเมืองคานส์ หรือเวนิส ล้วนจัดเป็น ‘Location-based’ เราก็เลยคิดว่าทำไมเราไม่ใช้ภาพยนตร์ในการเล่าเรื่องเมืองไปด้วย โดยการไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ ซึ่งการได้เจออะไรใหม่ ๆ ถือเป็นต้นทุนสำคัญของคนทำหนังอยู่แล้ว” แบงค์-ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช ผู้จัดเทศกาล microWAVE FILM FEASTival กล่าว

แบงค์-ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช ผู้จัดเทศกาล microWAVE FILM FEASTival
เทศกาลนี้จึงถูกออกแบบมาให้เคลื่อนที่ไปตามจังหวัดต่าง ๆ อย่างสงขลาในครั้งที่ 1 และศรีสะเกษในครั้งที่ 2 โดยนำภาพยนตร์ไปผสานเข้ากับบริบทของเมืองนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม แบงค์ยังคงรักษา “ไข่แดง” หรือหัวใจหลักของงานไว้ ซึ่งเป็นความตั้งใจแรกเริ่ม นั่นคือการจัดฉายภาพยนตร์สั้นของคนทำหนังหน้าใหม่ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคลื่นลูกใหม่และคลื่นลูกก่อน ให้ได้มารวมตัวสร้างเครือข่ายและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปด้วยกัน
“แต่ไข่แดงนี้อย่างเดียวอาจจะยังไม่น่าสนใจพอ ผมก็เลยพยายามสร้างทุกอย่างรายล้อมมัน เพื่อให้ไข่แดงนี้ได้ถูกเชื่อมโยงไปกับมิติอื่น ๆ ของเมือง มันก็เลยเกิดกิจกรรมทุกอย่างเท่าที่เราจะคิดได้ ทั้งงานเสวนา ทั้งการเดินชมเมือง และอื่น ๆ ถมตามกันมา” จากกิจกรรมรายล้อมเหล่านี้นี่เองที่ทำให้เห็นบทบาทของภาพยนตร์ในการร้อยเรียงเสน่ห์ต่าง ๆ ของเมืองจันท์ เมืองที่มีความโดดเด่นด้านอาหารและผลไม้เป็นทุนเดิม เทศกาลในปีที่ 3 จึงเปลี่ยนจากเทศกาลภาพยนตร์ “FESTival” ให้กลายเป็นงานเฉลิมฉลองสินทรัพย์อันโดดเด่นเหล่านี้ในนาม “FEASTival”
“ผมเชื่อว่าเกินครึ่งอาจจะเคยผ่านเมืองจันทบุรีแต่ไม่เคยแวะเที่ยว เหมือนปีที่แล้วที่ศรีสะเกษ เกินกว่า 90% ของคนที่มาเทศกาลไม่เคยมาศรีสะเกษมาก่อน นี่จึงเป็นจุดแข็งของเทศกาล เราพาคนไปเที่ยวเมืองด้วยภาพยนตร์” แบงค์กล่าว


บรรยากาศการแสดงสด IMMERSIVE THEATRE: A Storyliving Experience ณ ตลาดเฉลิมจันท์

บรรยากาศการแสดงสด IMMERSIVE THEATRE: A Storyliving Experience ณ ตลาดเฉลิมจันท์
โปรแกรมที่เกิดขึ้นตลอดเทศกาลจึงอบอวลไปด้วยบรรยากาศของการเฉลิมฉลอง โดยเฉพาะกลิ่นอายของวันวานอันแสนสุข (Good Old Days) ในยุคที่เมืองจันท์ยังรุ่งเรืองด้วยกิจการการค้าพลอย อาหาร และเอนเตอร์เทนเมนต์ กิจกรรมมีตั้งแต่การชุบชีวิตบรรยากาศในอดีตเหล่านั้น ณ ตลาดเฉลิมจันท์ ด้วยการแสดงสด IMMERSIVE THEATRE: A Storyliving Experience ที่พาผู้ชมย้อนกลับไปเป็นชาวจันทบุรีใน พ.ศ. 2518 ยุคที่ตลาดอัญมณีกำลังเฟื่องฟู การฉายภาพยนตร์กลางแปลงที่มาพร้อมการคิวเรตอาหารจานเด่นจากภาพยนตร์ออกมาเสิร์ฟโดยร้านค้าท้องถิ่น รวมไปถึง “โปรแกรมจันท์ลวง” ที่ชวนเดินสำรวจเมืองจันท์ยามหลับใหลผ่านงานภาพยนตร์ตามจุดต่าง ๆ

บุฟเฟต์รสจันท์ที่คิดถึง
อาหาร X ภาพยนตร์ แต้มต่อสู่เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของยูเนสโก
ด้วยความโดดเด่นและอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตตั้งแต่ภูผาสู่มหานทีของจันทบุรี ภารกิจที่คู่ขนานไปกับการจัดเทศกาลภาพยนตร์ คือเป้าหมายของจันทบุรีในการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของยูเนสโก “สาเหตุที่เราหยิบเรื่องอาหารขึ้นมา ก็เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดจันทบุรี” ต่อ-อุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี กล่าว

ต่อ-อุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี
ทว่าลำพังความอุดมสมบูรณ์ของอาหารอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการดันขึ้นเป็นเมืองสร้างสรรค์ในเวทีสากล เทศกาลสร้างสรรค์จึงเข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสในการหยิบจับอาหารมาผูกโยงเข้ากับมิติอื่น ๆ ซึ่งในครั้งนี้มีภาพยนตร์เข้ามาเป็นตัวเชื่อม “การมีอยู่ของ microWAVE FILM FEASTival ผมเชื่อว่ามันทำให้อาหารไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่มิติเดียว” ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรีกล่าว
“เอาจริง ๆ ตอนที่บอกว่าเราจะทำเทศกาลภาพยนตร์ คนเมืองจันท์ก็ยังมองไม่ออกว่า หนังจะมาเกี่ยวอะไรกับเมืองจันท์ เขาจะมาสร้างหนังหรือจะมาฉายหนัง ทุกคนก็ยังมองภาพไม่ออก” นุศ-นุศรา กีรติโภฌานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเสน่ห์จันท์ กลุ่มคนจันท์รักบ้านเกิดที่อยากขับเคลื่อนเมืองในมิติที่หลากหลาย กล่าว แต่เมื่อเทศกาลได้ก่อร่างให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น นุศรามองว่า การมาถึงของ microWAVE FILM FEASTival นี้เป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มแต้มต่อให้เมืองจันท์ขยับเข้าเส้นชัยไปอีกก้าว “เพราะว่าเรายังขาดการเชื่อมต่อกันระหว่างอาหารกับกิจกรรมอื่น ๆ เทศกาลนี้จึงถือเป็นโอกาสดีที่แสดงให้เห็นว่า อาหารกับภาพยนตร์นั้นสามารถเดินไปด้วยกันได้”

นุศ-นุศรา กีรติโภฌานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเสน่ห์จันท์
กิจกรรมที่ทางกลุ่มเสน่ห์จันท์ได้เข้ามาสนับสนุน มีตั้งแต่การจัดบุฟเฟต์รสจันท์ที่คิดถึง เสิร์ฟในลักษณะของบุฟเฟ่ต์กองถ่ายภาพยนตร์ด้วยกิมมิค “คิดถึงแค่ไหน ตักแค่นั้น”
“เรานำเมนูอาหารที่หลายคนคิดถึง อาหารถิ่นที่หาทานได้ยาก หรือบางอย่างก็ไม่มีใครทำขายแล้ว เราก็ไปตามหา บางเมนู แม่ครัวก็ไม่สะดวกที่จะทำเองแล้ว เราก็ไปตามหาเอาสูตรมาให้เชฟรุ่นใหม่ปรุง” นุศรากล่าว
นอกจากนั้น ยังมีการจัดทริปเดินตลาดพลอยและตลาดสดยามเช้า เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตและบรรยากาศของเมือง พร้อมสำรวจสถาปัตยกรรมเก่า ซึ่งยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มคนทำภาพยนตร์ที่ได้ค้นพบโลเคชั่นใหม่ ๆ ในการถ่ายทำ ฉะนั้น microWAVE FILM FEASTival จึงทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนแก่กันระหว่างอาหารและภาพยนตร์ได้อย่างสมบูรณ์

เมื่อเมืองคล้อยตามจันท์
ในฐานะคนเมืองจันท์ นุศรากล่าวว่า การทำเทศกาลสร้างสรรค์ไม่ได้มอบแค่ความภูมิใจ แต่ยังทำให้เห็นว่า เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ยังมีคนเก่ง ๆ อีกมากมาย เพียงแต่พวกเขากำลังรอเวทีที่จะได้ออกมาแสดงฝีมือ
“พอทำงานนี้ มันทำให้เรารู้ว่าคนบ้านเรายังมีคนที่เก่งที่เขายังไม่ได้เปิดเผยตัวอีกเยอะมาก แค่บังเอิญว่ายังไม่มีงานที่ตรงกับความถนัดของเขา แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีงานที่เปิดโอกาส แค่เราเอ่ยปากชวน เขาก็สามารถที่จะนำศักยภาพที่เขามีอยู่ออกมาโชว์ได้ทันที”
เมื่อถามถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น หากเมืองจันทบุรีได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารจากยูเนสโก นุศราทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่น “ทางเสน่ห์จันท์ก็ต้องเดินหน้าต่อ หาเครือข่ายเพิ่มเติม นำของเก่ากลับมาเล่าใหม่ พร้อมกับสร้างคนใหม่ต่อไป แล้วต้องไม่หยุดอยู่แค่วงการอาหาร แต่ต้องนำอาหารไปต่อยอดในทุกวงการ ทั้งการท่องเที่ยว นวัตกรรม และการศึกษา ทุกอย่างจะต้องก้าวต่อไปโดยมีอาหารเป็นตัวนำพา”
เรื่อง: คณิศร สันติไชยกุล
TAGS: #Creative Landscape