Research & Report

ถอดบทเรียน “มรดกโลก” และวิกฤต “นักท่องเที่ยวล้นเมือง” เมื่อการอนุรักษ์สวนทางกับวิถีชุมชน

ในทุก ๆ ปี การประกาศขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) มักเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจเสมอ แน่นอนว่าพื้นที่เหล่านั้นจะได้รับการคุ้มครอง รวมถึงเงินทุนสำหรับโครงการบูรณะ สิ่งที่การันตีได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ “คลื่นนักท่องเที่ยว” จำนวนมหาศาล และเป็นปัจจัยนี้เองที่ทำให้ชาวบ้านใน วลโคลิเนตส์ (Vlkolínec) หมู่บ้านเล็ก ๆ บนภูเขาตอนกลางประเทศสโลวาเคีย เริ่มส่งเสียงเรียกร้องขอถอดสถานะการขึ้นทะเบียนมรดกโลก เนื่องจากทนรับมือกับภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) ไม่ไหวอีกต่อไป 

วลโคลิเนตส์คือชุมชนยุคกลางที่สวยงามราวกับภาพวาด มีผู้อยู่อาศัยประจำเพียง 20 คน พวกเขาอาศัยอยู่ในกระท่อมหน้าตาคล้ายหลุดมาจากเทพนิยาย ซึ่งตั้งอยู่รวมกันรอบ ๆ หอระฆังสมัยศตวรรษที่ 18 ด้วยทัศนียภาพอันเปี่ยมมนต์ขลังนี้เองที่ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นแหล่งมรดกโลกในปี 1993 และนับตั้งแต่นั้นมา ก็มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากกว่า 100,000 คนในทุก ๆ ปี 

"ลองนึกภาพคุณเดินออกมาที่ลานบ้าน อยากจะนั่งจิบกาแฟเงียบ ๆ กับเพื่อน ๆ แล้วนักท่องเที่ยวคนแรกก็เดินมาถามว่า 'เป็นอย่างไรบ้าง? การได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เป็นแบบไหน?' แล้วก็มีอีกคนตามมา แล้วก็อีกคน" แอนตอน ซาบูชา (Anton Sabucha) ชายวัย 68 ปี เปิดใจกับสำนักข่าว DW ถึงสิ่งที่เขาต้องเผชิญในทุก ๆ วัน

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/a-road-with-houses-along-it-05_lalbO43s

แอนตอนย้ำว่า ผู้มาเยือนที่ให้เกียรติสถานที่ย่อมได้รับการต้อนรับที่ดีเสมอ แต่ก็มีส่วนน้อยที่ละเมิดความเป็นส่วนตัวและไม่ได้ให้ความเคารพต่อพื้นที่ "สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป นี่อาจเป็นแค่บ้านไม้โบราณ แต่สำหรับพวกเรา พวกมันคือผู้คน เรารู้ดีว่าใครเคยอาศัยอยู่ในบ้านแต่ละหลัง"

นักท่องเที่ยวที่เดินเล่นไปตามถนนสายหลักอันงดงามแห่งนี้ จะพบเห็นป้าย "ทรัพย์สินส่วนบุคคล" “ห้ามบุกรุก” และข้อความอื่น ๆ ที่เตือนไม่ให้มีการถ่ายภาพอยู่ทั่วไป บ้านของแอนตอนก็เช่นกัน

“แม้จะมีป้ายเตือน แต่นักท่องเที่ยวบางคนก็ยังคงเดินเข้ามาในสวนเหยียบย่ำแปลงดอกไม้ และปฏิบัติต่อหมู่บ้านของเราราวกับเป็นแค่แหล่งท่องเที่ยว มากกว่าที่จะเป็นชุมชนที่มีคนอาศัยอยู่จริง” เขากล่าว

ในมุมมองของผู้มาเยือนอย่างจัสติน นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส เธอมองว่าการที่มีผู้คนอาศัยอยู่จริงเป็นสิ่งดึงดูดให้สถานที่นี้พิเศษ "ปกติแล้วสถาปัตยกรรมแบบนี้มักจะพบเห็นได้แค่ในพิพิธภัณฑ์ แต่ที่นี่ผู้คนยังคงอาศัยอยู่และใช้ชีวิตตามปกติ นั่นคือความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร" เธอกล่าวกับสำนักข่าว DW

แต่เมื่อเธอทราบถึงความอึดอัดใจของผู้อยู่อาศัยบางส่วน จนถึงขั้นต้องการให้ถอดถอนหมู่บ้านออกจากการเป็นมรดกโลกของยูเนสโกเนื่องจากปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง เธอก็เข้าใจสถานการณ์นี้ดี

"การต้องทนเห็นคนแปลกหน้าเดินไปเดินมารอบบ้านของคุณทุกวันคงทำให้รู้สึกไม่สบายใจแน่ ๆ แต่ในขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวก็ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ด้วย มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าทางเลือกไหนคือสิ่งที่ดีที่สุด" จัสตินกล่าว

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/people-gathering-in-a-city-during-daytime-HmwyUWpVGNk

ด้านกลับของการอนุรักษ์และการเปลี่ยนชุมชนให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์

ในอดีต ความพยายามในการอนุรักษ์ของยูเนสโกมุ่งเน้นไปที่การปกป้องสิ่งก่อสร้างทางกายภาพเป็นหลัก ได้แก่ อนุสาวรีย์ แหล่งโบราณคดี และอาคารที่มีความสำคัญทางสถาปัตยกรรม แต่มรดกทางวัฒนธรรมสมัยใหม่หลายแห่งในปัจจุบันกลับทับซ้อนกับ “ชุมชนที่มีชีวิต” ซึ่งมีผู้อยู่อาศัยและทำงานอยู่จริง

ตัวอย่างเช่นเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี (มรดกโลกปี 1987) ที่เผชิญปัญหานักท่องเที่ยวล้นจนประชากรย้ายออกอย่างต่อเนื่อง หรือเมืองลี่เจียง ประเทศจีน (มรดกโลกปี 1997) ที่มีปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นมากจนย่านใจกลางเมืองกลายเป็นย่านเกสต์เฮาส์และร้านขายของฝาก ซึ่งนักวิจัยและคนท้องถิ่นมองว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้กำลังทำให้วิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนในชุมชนเจือจางหายไป

นักวิชาการมักเรียกกระบวนการนี้ว่า "การเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์" (Museumification) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านทีละน้อยของชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่ ให้กลายเป็นสถานที่ที่มุ่งเน้นเพื่อการรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ 

ปัญหาลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสโลวาเกียเท่านั้น เพราะห่างออกไปราว 7,000 กิโลเมตรในประเทศแทนซาเนีย องค์กร Maasai International Solidarity Alliance ก็ได้เรียกร้องให้ถอดถอน เขตอนุรักษ์งอึงโกรองโกโร (Ngorongoro Conservation Area) ซึ่งอุดมไปด้วยสัตว์ป่า ออกจากรายชื่อแหล่งมรดกโลกด้วยเช่นกัน (มรดกโลกปี 1979) แม้พื้นที่ดังกล่าวจะเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์และเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวด้านซาฟารีที่มีชื่อเสียงที่สุดในทวีปแอฟริกา ทว่าผู้อยู่อาศัยในพื้นที่กลับโต้แย้งว่า นโยบายการอนุรักษ์ที่ผูกติดอยู่กับสถานะการคุ้มครองระดับนานาชาตินี้ ได้ส่งผลให้ประชาชนต้องถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ทำกินและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ดั้งเดิมของบรรพบุรุษ

จริงอยู่ที่ยูเนสโกไม่ได้เข้ามาทำให้เกิดปัญหาโดยตรง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การได้ขึ้นทะเบียนในสถานะ “มรดกโลก” กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น ข้อพิพาทเหล่านี้จึงตอกย้ำให้เห็นถึงรอยร้าว เมื่อผลประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นต้องมาปะทะกับความพยายามในการอนุรักษ์สถานที่ซึ่งถูกมองว่ามีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/tourists-looking-at-the-ancient-roman-colosseum-ruins-W-5uWGXqvIA

"นี่คือหนึ่งในข้อถกเถียงครั้งใหญ่ที่สุดในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม สิ่งที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนิยามว่าเป็นการอนุรักษ์อย่างแท้จริง อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการสร้างภาพจำลองขึ้นมาใหม่แบบไร้ชีวิตจิตใจของคนอีกกลุ่ม” เกรก ริชาร์ดส์ (Greg Richards) นักวิจัยผู้ศึกษาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและปัญหาการท่องเที่ยวล้นเมืองกล่าวกับ BBC

นี่จึงเป็นความท้าทายของทั้งยูเนสโกและหน่วยงานท้องถิ่นที่กำกับดูแลพื้นที่เหล่านี้

ด้านผู้แทนยูเสนโกระบุว่า "พวกเรารับรู้แน่นอนว่า การท่องเที่ยวได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วง 10 ถึง 15 ปีที่ผ่านมา" ปีเตอร์ เดอไบรน์ (Peter DeBrine) ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของยูเนสโกกล่าว ปัจจุบันยูเนสโกจึงขอให้แต่ละแหล่งมรดกจัดทำแผนการบริหารจัดการนักท่องเที่ยวเพื่อเตรียมรับมือกับการเติบโตของการท่องเที่ยว และหาหนทางลดความแออัดรวมถึงแรงกดดันในพื้นที่เปราะบาง

"พวกเราไม่ได้ต้องการกีดกันนักท่องเที่ยว แต่เราหวังให้การท่องเที่ยวกลายเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนการอนุรักษ์ เพราะแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติ"

ด้านมิโร ปาโรเบก (Miro Parobek) ผู้ดูแลด้านการท่องเที่ยวของเมืองรูซอมเบร็อก (Ružomberok) ซึ่งเป็นเทศบาลที่บริหารจัดการหมู่บ้านวลโคลิเนตส์ในฐานะเขตการปกครอง ยอมรับว่าการหาสมดุลระหว่างการปกป้องผู้อยู่อาศัยและการต้อนรับแขกผู้มาเยือนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาก็เชื่อว่าทางออกของเรื่องนี้อยู่ที่การบริหารจัดการที่ดี ไม่ใช่การถอดถอนหมู่บ้านออกจากรายชื่อมรดกโลก

ปัจจุบันทางเมืองได้ตอบสนองต่อความกังวลของผู้อยู่อาศัยด้วยการเปลี่ยนจากงานเทศกาลขนาดใหญ่มาเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่มีขนาดเล็กแทน ในขณะที่ชาวบ้านก็ได้เข้าพบหารือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเป็นประจำผ่านคณะทำงานเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ นอกจากนี้ เทศบาลยังช่วยให้เจ้าของบ้านยื่นขอรับเงินทุนสนับสนุนเพื่อบูรณะอาคารประวัติศาสตร์ของตนเอง

แม้ว่าจะเห็นสัญญาณการตอบสนองต่อปัญหานักท่องเที่ยวล้นเกินจากยูเนสโก แต่ปัญหาสำคัญของกรณีนี้อยู่ที่ช่องว่างของการขึ้นทะเบียนที่ยังมุ่งอนุรักษ์เพียงโครงสร้างทางกายภาพมากกว่าชีวิตผู้อยู่อาศัย ดังที่นักข่าวจาก BBC ได้ตั้งข้อสังเกตว่า โดยทั่วไป ยูเนสโกสามารถประเมินและตอบสนองต่อภัยคุกคามที่มีต่อการอนุรักษ์แหล่งมรดกได้ แต่กรณีของสโลวาเกียต่างออกไป เพราะความคับข้องใจไม่ได้มาจากความเสียหายต่อตัวแหล่งมรดกเอง แต่มาจากผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในนั้นต่างหาก

กล่าวโดยสรุป เมื่อกระแสการท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่โหยหาประสบการณ์แบบชนบทขนานแท้ ต้องมาปะทะกับกระบวนการเปลี่ยนชุมชนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นความตึงเครียดระหว่างการอนุรักษ์และความต้องการของชีวิตร่วมสมัย 

Photo Credit: https://www.pexels.com/th-th/photo/37844384

ความเป็นไปได้ในการถอดสถานะการเป็นมรดกโลก 

นับตั้งแต่การประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลกของยูเนสโกในปี 1978 ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากความพยายามในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อปกป้องสถานที่ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่กำลังถูกคุกคามด้วยความขัดแย้งและการพัฒนาสมัยใหม่ ปัจจุบันยูเนสโกเคยมีมติถอดถอนแหล่งมรดกโลกเพียง 3 แห่งเท่านั้น ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์โอริกซ์อาระเบีย (Arabian Oryx Sanctuary) ประเทศโอมานในปี 2007 หลังโอมานลดพื้นที่คุ้มครองเพื่อขยายการสำรวจน้ำมัน, หุบเขาเดรสเดนเอลเบ (Dresden Elbe Valley) ประเทศเยอรมันในปี 2009 จากการสร้างสะพานที่บดบังภูมิทัศน์ดั้งเดิม และเมืองท่าลิเวอร์พูล (Liverpool Maritime Mercantile City) ประเทศอังกฤษในปี 2021 เนื่องจากข้อพิพาทเรื่องการพัฒนาพื้นที่ริมน้ำที่ทำลายคุณค่าทางประวัติศาสตร์ 

ฉะนั้น เสียงเรียกร้องการถอดถอนจากพลเมืองอาจเป็นเรื่องยากในการที่จะเห็นผลได้จริง แต่อย่างไรก็ดี จอห์น เอช. สตับส์ (John H. Stubbs) นักวิชาการด้านการอนุรักษ์และอดีตรองประธานกองทุนอนุรักษ์โบราณสถานโลก (World Monuments Fund) กล่าวว่า การได้เห็นข้อเรียกร้องเหล่านี้ก็นับเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการเผยให้เห็นปัญหาอีกด้านของการอนุรักษ์

"หากจะทางออกที่แท้จริงและยั่งยืนซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้กับคนท้องถิ่นรวมถึงตัวโบราณสถานด้วยนั้น คำตอบต้องมาจากแผนการอนุรักษ์ที่คำนึงถึงทุกปัจจัยตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ ทำเลที่ตั้ง ไปจนถึงคนในพื้นที่" จอห์นกล่าว

นักข่าวจาก BBC ทิ้งทายได้อย่างน่าสนใจต่อประเด็นนี้ว่า กว่าครึ่งศตวรรษนับตั้งแต่ที่ยูเนสโกเริ่มต้นอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกแห่งแรก ข้อถกเถียงเหล่านี้บ่งชี้ว่า การปกป้องรักษาแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งนั้นไม่เท่ากับการปกป้องรักษาชุมชน เสมอไป และดูเหมือนว่าเป้าหมายหลังจะเป็นภารกิจที่บรรลุผลได้ยากยิ่งกว่ามาก

ที่มา: บทความ “The Slovak village questioning its UNESCO status” โดย Rob Cameron
บทความ “‘Cross us off the list’: Why locals in this tiny European village want its UNESCO status removed” โดย Dianne Apen-Sadler
บทความ “The sites fighting to be removed from the Unesco World Heritage List” โดย Bailey Berg
ข่าว “สำรวจโบราณสถาน "เชียงใหม่" เสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งที่ 10 ของไทย” โดย สมคราญ เครือบุญ ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ

เรื่อง: คณิศร สันติไชยกุล


TAGS: #Creative Landscape