Museum Renaissance: เมื่อพิพิธภัณฑ์คือเข็มทิศของอนาคต

ราว 530 ปีก่อนคริสตกาล พิพิธภัณฑ์สาธารณะแห่งแรกของโลกได้เปิดให้ผู้คนเข้าชมในนครรัฐอูร์ (Ur) แห่งดินแดนเมโสโปเตเมีย ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอิรักในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวัง ทำหน้าที่จัดแสดงโบราณวัตถุจากภูมิภาคต่าง ๆ พร้อมป้ายอธิบายข้อมูลที่เขียนไว้หลายภาษา
เวลาผ่านไปกว่า 2,500 ปี พิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นเพียงนิทรรศการที่จัดแสดงวัตถุควบคู่กับป้ายข้อความไปไกล นวัตกรรมอย่างการแปลงคอลเล็กชันให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล การสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) ได้เปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับคอลเล็กชันในรูปแบบใหม่ ๆ ทำให้พิพิธภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับจัดแสดงสิ่งของอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสาธารณชน พร้อมทั้งตอบสนองต่อความต้องการของสังคมในวงกว้าง และหากจะมองหาประเทศที่นำแนวคิดนี้มาปฏิวัติโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างเห็นผลในชั่วโมงนี้ คงหนีไม่พ้น “ประเทศจีน”

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/modern-circular-building-with-a-large-arch-on-top-pDobK9LqmtA
ถอดรหัสปรากฏการณ์ "Museum Fever" ในจีน
มีรายงานว่า ประเทศจีนมีพิพิธภัณฑ์เพียงประมาณ 25 แห่งเท่านั้น ในช่วงปี 1949 กระแสความนิยมพิพิธภัณฑ์ในจีนเริ่มเร่งตัวขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดยมีหมุดหมายเชิงสัญลักษณ์จากการเปิดให้บริการอีกครั้งของ “พิพิธภัณฑ์เซี่ยงไฮ้” (Shanghai Museum) ในปี 1996 และได้รับแรงส่งอย่างกว้างขวางทั่วประเทศในช่วงทศวรรษ 2010 จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นในปี 2008 เมื่อรัฐบาลประกาศให้พิพิธภัณฑ์สาธารณะหลายแห่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การเติบโตของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น WeChat, Weibo และ Douyin ยิ่งช่วยขยายกระแสนี้ให้แพร่หลายมากขึ้น ในวัฒนธรรมดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยภาพ พิพิธภัณฑ์และสื่อสังคมออนไลน์จึงเกิดความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนกันอย่างเป็นธรรมชาติ กล่าวคือ นิทรรศการสามารถถูกถ่ายทอดเป็นเรื่องราวบนโลกออนไลน์ที่แบ่งปันต่อได้ และการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ก็ได้กลายเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมร่วมของสังคม
นิทรรศการสำคัญที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง ตั้งแต่ พระราชวังต้องห้าม ไปจนถึงการค้นพบวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์ซานซิงตุ้ย (Sanxingdui Museum) สามารถดึงดูดผู้เข้าชมรุ่นใหม่จำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ของจีนได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยระหว่างปี 2010-2024 มีพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่เปิดขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ 1.5 วัน ในปี 2022 เพียงปีเดียว มีพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่ขึ้นทะเบียนจำนวน 382 แห่ง และภายในช่วงปลายปี 2024 จีนมีพิพิธภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้วรวมทั้งสิ้น 6,833 แห่ง

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/a-long-table-with-a-vase-on-top-of-it-OMCAOiHvml8
จากจีน สู่การขยับตัวของไทย: โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์
การเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจาก ยุทธศาสตร์ระดับชาติที่มีการประสานและวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงเรื่องมรดกทางวัฒนธรรม การพัฒนาเมือง อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และซอฟต์พาวเวอร์เข้าด้วยกัน
ยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรมที่ได้รับการวางแผนและกำกับดูแลอย่างเป็นระบบนี้ ได้รับการผลักดันผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีหลายฉบับมาอย่างต่อเนื่อง โดยในแผนฉบับล่าสุด รวมถึงร่างกรอบแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026–2030) พิพิธภัณฑ์ได้รับการวางบทบาทให้เป็น เครื่องมือในการสร้างและถ่ายทอดเรื่องเล่าของชาติ และสิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของความมุ่งหมายของจีนในการก้าวขึ้นเป็น มหาอำนาจทางวัฒนธรรม
สำหรับประชาชน การเข้าถึงพิพิธภัณฑ์ที่ขยายตัวมากขึ้นได้ช่วยทำให้การมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรมเปิดกว้างและเข้าถึงได้สำหรับคนในวงกว้างมากขึ้น ขณะที่สำหรับรัฐบาลท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ได้ถูกใช้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเมือง ซึ่งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของเมือง และส่งเสริมการท่องเที่ยว
จะเห็นได้ว่า จีนไม่ได้มองพิพิธภัณฑ์เป็นแค่แหล่งสะสมของเก่า แต่มองเชื่อมโยงครอบคลุมทั้งระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ของการแสดงศักยภาพทางด้านเทคโนโลยี การเรียนรู้ รวมถึงพื้นที่ปฏิบัติการทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมในสายตาของจีนจึงถูกมองเป็นเครื่องยนต์หลักทัดเทียมกับเครื่องยนต์อื่นในระบบตลาดทางเศรษฐกิจ
การปรับภาพลักษณ์ใหม่ของจีนผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จึงเป็นการนำเสนอและส่งออกภาพลักษณ์ของประเทศ เพื่อกำหนดทั้งการรับรู้ตนเองภายในประเทศและมุมมองที่โลกมีต่อจีน

Photo Credit: assetworldcorp-th.com
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ข่าวการเปิดตัว MONA Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งใหม่ของกรุงเทพ โดย บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับ MONA (Museum of Old and New Art) พิพิธภัณฑ์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศออสเตรเลีย อาจกำลังยืนยันทิศทางของโลกสมัยใหม่ ที่วางพิพิธภัณฑ์ไว้เป็นหมุดหมายใหม่ทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งกรณีของไทยนั้น แม้ MONA Bangkok จะเป็นโครงการริเริ่มจากภาคเอกชน แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ไทยกำลังพยายามก้าวข้ามการมองพิพิธภัณฑ์เป็นเพียงแหล่งเรียนรู้แบบเดิม ๆ สู่การเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ท้ายที่สุดแล้ว พิพิธภัณฑ์ในศตวรรษที่ 21 คือผู้ทำหน้าที่คัดสรรความทรงจำ กำหนดความหมายของมรดกทางวัฒนธรรม และนำเสนอภาพอนาคตที่ประเทศต้องการสร้าง การเติบโตและการลงทุนในอุตสาหกรรมพิพิธภัณฑ์ จึงเป็นภาพสะท้อนชั้นดีถึงความต้องการหล่อหลอมตัวตน และมุมมองที่ประเทศปรารถนาจะสื่อสารให้คนทั้งโลกได้รับรู้นั่นเอง
ที่มา: บทความ “A new museum every 1.5 days: what’s driving China’s massive cultural expansion” โดย Justine Poplin
บทความ “China's Museum Fever: A Social Phenomenon and a Gateway to New Sinology” โดย David Gosset
บทความ “'From collection to connection': Reimagining museums” โดย Cristina Burack
เรื่อง: คณิศร สันติไชยกุล
TAGS: #Creative Economy Update