Research & Report

“เทศกาลคือเครื่องมือหนึ่งในการใช้สร้างชีวิตให้กับเมือง” ถอด 4 บทเรียนจาก 4 นักขับเคลื่อนเทศกาลสร้างสรรค์บนเวที FESTIVAL CREATOR 2026

ทำไมเมืองต้องมีเทศกาลสร้างสรรค์? ทำไมเทศกาลต้องจัดที่นี่? และทำไมต้องจัดในตอนนี้? 

นี่คือส่วนหนึ่งของคำถามตั้งต้นที่เป็นหัวใจสำคัญของเวทีการบรรยายในหัวข้อ “เทศกาลสร้างสรรค์: การสร้างแนวคิดจากอัตลักษณ์สู่การมอบประสบการณ์เชิงพื้นที่" เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา ณ TCDC กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนรู้ในโครงการพัฒนาผู้ขับเคลื่อนเทศกาลสร้างสรรค์ ปี 2569 (FESTIVAL CREATOR 2026) โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ที่มุ่งมั่นจะปั้นนักจัดเทศกาลรุ่นใหม่ให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยน "ทุนทางวัฒนธรรม" ท้องถิ่นให้กลายเป็น “ทุนทางเศรษฐกิจ” พร้อมสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อผลกระทบเชิงบวกต่อเมืองทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

สำหรับใครที่พลาดไป CEA เก็บตก 4 บทเรียนสำคัญจาก 4 นักสร้างสรรค์บนเวที FESTIVAL CREATOR 2026 ที่ชวนมองเทศกาลในมิติใหม่ ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ การทำงานกับชุมชน การเล่าเรื่อง ไปจนถึงการสร้างองค์ความรู้ เพื่อทำให้เทศกาลไม่ใช่เพียงกิจกรรมชั่วคราว แต่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเมืองอย่างมีความหมาย

1. Festival Placemaking: เทศกาลคือ ‘ห้องทดลองที่มีชีวิต’ ของเมือง 

โดย ดร.พีรียา บุญชัยพฤกษ์ - อาจารย์ประจําภาควิชาการออกแบบและวางผังชุมชนเมือง และผู้อํานวยการศูนย์มิตรเมือง (Urban Ally) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

“เทศกาลมันอยู่ในฐานะของการเป็น Living Lab หรือห้องทดลองที่มีชีวิต ที่แม้แต่ถนนที่มันน่าเบื่อที่สุดหรือไม่มีคนเดินเลย เราก็อาจจะใช้เทศกาลทดลองให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ กระตุ้นหรือเปลี่ยนแปลงพื้นที่ได้ผ่านช่วงเทศกาล” ดร.พีรียา กล่าวเท้าความถึงผลกระทบที่เทศกาลมีต่อเมือง

ความท้าทายสำคัญของการทำเทศกาลคือ การสร้างสมดุลระหว่าง การนำกิจกรรมเข้าไปปลุกพื้นที่สาธารณะให้มีชีวิตชีวา (Eventalisation) กับ การไปเบียดบังความเป็นสาธารณะหรือสร้างผลกระทบทางลบจนคนในพื้นที่เดิมเข้าถึงไม่ได้ (Eventification) นักจัดเทศกาลจึงต้องบริหารจัดการพื้นที่ให้นส่งผลบวกต่อชุมชนมากกว่าเข้าไปเป็นการรบกวนพื้นที่เดิม

ดร. พีรียาได้ยกตัวอย่างนิทรรศการ “เสื่อยักษ์” (Mega Mat) ณ ลานคนเมือง (ผลงานความร่วมมือระหว่าง MVRDV Architects,CEA, PTT Global Chemicals และสถานทูตเนเธอร์แลนด์) ซึ่งเป็นการออกแบบพื้นที่ให้เข้าถึงง่ายและเป็นมิตร “เสื่อมันง่ายมาก มันเอื้อให้คนรู้ว่าจะใช้งานมันยังไง คนก็ถอดรองเท้าแล้วเข้าไปใช้อย่างเป็นธรรมชาติมาก” การทดลองนี้ทำให้เห็นว่าวัสดุธรรมดาอย่างเสื่อ เมื่อนำมาใช้ในสเกลที่เหมาะสม สามารถเปลี่ยนลานคอนกรีตให้กลายเป็นพื้นที่กิจกรรมที่หลากหลายได้ ตั้งแต่ลานโยคะไปจนถึงลีลาศ 

  • Key Takeaway: สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นสร้างย่านให้แข็งแรง ดร. พีรียาได้นำเสนอทฤษฎี “Power of 10” ซึ่งระบุว่า “เมืองที่น่าอยู่ควรจะมี 10 จุดหมายปลายทาง และแต่ละสถานที่ปลายทางก็ควรจะมี 10 กิจกรรมให้ทำ” การสร้างความหลากหลายในระดับนี้จะช่วยดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใช้งานพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน แทนที่จะเป็นเพียงงานอีเวนต์ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป 

2. ศิลปะการ ‘จีบ’ ชุมชน: เปลี่ยนคนแปลกหน้าให้เป็นพันธมิตรด้วยความถ่อมตัว

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ - อาจารย์ประจําคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 

“พวกพี่คิดว่ามันก็ดีนะ มันดูแปลกดี แต่พวกพี่จัดเองสวยกว่า” นี่คือเสียงของแม่ค้าย่านปากคลองที่บอกกับรศ. ดร. สุพิชชา ในช่วงแรกที่ชวนดีไซเนอร์เข้ามาออกแบบและร่วมจัดดอกไม้ในย่าน คำพูดนี้ทำให้เห็นว่าช่างฝีมือในพื้นที่มีทักษะที่ดีมากและรู้จุดแข็งของตัวเองดี รศ. ดร. สุพิชชาเล่าต่อว่า หน้าที่ของนักสร้างสรรค์จึงไม่ใช่การไป “สอน” ในสิ่งที่เขาเชี่ยวชาญอยู่แล้ว แต่คือการนำ "ความแปลกใหม่" เข้าไปช่วยเสริมให้ย่านดูทันต่อยุคสมัยมากขึ้น เพื่อเป็นสะพานเชื่อมให้คนรุ่นใหม่กล้าเดินเข้ามาทำความรู้จักกับตลาดแห่งนี้

หัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกับชุมชน (Co-creation) คือกระบวนการที่ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่างานนี้ “เกี่ยวกับเขา” กลยุทธ์สำคัญคือการเข้าหาด้วยความถ่อมตน และใช้ความเป็นคนนอกให้เกิดประโยชน์ 

“เราต้องใช้ความ 'ดัดจริต' ของคนนอกให้เป็นประโยชน์ คือการเข้าไปตื่นเต้นกับของดีที่คนในพื้นที่อาจมองข้าม” การเข้าไปชื่นชม "ของดี" ที่คนในพื้นที่เห็นจนชินตา จะช่วยเปิดบทสนทนาและสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในย่านได้อย่างดีเยี่ยม 

  • Key Takeaway: งานในย่านปากคลองตลาดเลือกใช้กลยุทธ์ ”ทำในสิ่งที่ชุมชนไม่ถนัด” เพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับย่านอย่างแท้จริง เช่นการจัดทำ Street Photo Exhibition, การใช้ QR Code สแกนเพื่อเล่นฟิลเตอร์ดอกไม้บนมือถือ หรือการใช้ Interactive Installation ที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้ชม ผลตอบรับจากบรรดาแม่ค้าก็ดีขึ้นไปพร้อมกับการช่วยให้ปากคลองตลาดก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ สู่การเป็นย่านสร้างสรรค์ที่ครองใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างยั่งยืน

3. ศิลปะของการออกแบบ “เส้นทางอารมณ์ร่วม” ให้กับเทศกาล 

โดย คุณศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต - Creative Director และผู้ร่วมก่อตั้ง Wisdomative

“เทศกาลไม่ควรถูกมองว่าเป็นปลายทางของการทำงาน แต่เป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการส่งมอบอะไรบางอย่างให้กับพื้นที่” คุณศักดิ์สิทธิ์มองว่า เทศกาลไม่ใช่แค่การจัดงานรื่นเริง แต่คือ "พื้นที่ทดลองทางสังคม" ที่ช่วยทำให้สิ่งที่ถูกหลงลืมกลับมาถูกมองเห็นอีกครั้ง ในกรณีของ Wisdomative สิ่งนั้นคือ “ภูมิปัญญาไทย”

คำถามคือ เราจะเล่าเรื่องราวภูมิปัญญาไทยอย่างไรให้คนจดจำ ตระหนัก และลุกขึ้นมาลงมืออนุรักษ์ คุณศักดิ์สิทธิ์ให้คำตอบว่า “ผู้ชมไม่ได้จดจำเทศกาลจากข้อมูล แต่จดจำจากความรู้สึกบางอย่าง ประสบการณ์บางอย่าง คือสิ่งที่ทำให้เขาเปลี่ยนทัศนคติเดิมไปสู่สิ่งใหม่”

ประสบการณ์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นด้วยศิลปะของการเล่าเรื่อง (Storytelling) โดยหัวใจสำคัญคือการออกแบบ "เส้นทางอารมณ์" (Emotional Journey) ดังนั้น ทุกจุดสัมผัส (Touchpoint) ตั้งแต่ก้าวแรกจนเดินออกจากงานต้องถูกคิดมาเพื่อให้ผู้คนได้รับทัศนคติใหม่ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

  • Key Takeaway: ตัวอย่างที่ชัดเจนคือนิทรรศการ “Wisdom has Fallen” (ภูมิปัญญาวิกฤติ) ที่ตั้งคำถามถึงการสูญหายของภูมิปัญญาไทย  โดยมีการใช้สัญลักษณ์ที่ทรงพลังอย่าง นาฬิกาทราย 3D Printing ที่ผลิตจากเครื่องปั้นดินเผา คลุมด้วยเส้นด้าย ที่มีกลไกดึงด้ายออกตลอดเวลา เพื่อจำลองการค่อย ๆ หายไปของภูมิปัญญา เมื่อจบงาน รูปทรงบนตัวหุ่นจะเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม เพื่อสื่อว่า หากเราตระหนักถึงคุณค่าในวันที่สาย เราอาจเหลือเพียงภาพจำ การออกแบบที่สร้างความรู้สึก "สูญเสีย" ร่วมกันนี้ ช่วยเปลี่ยนความเฉยเมยให้กลายเป็นการตระหนักรู้ได้อย่างทรงพลัง 

4. ปลายทางของเทศกาลคือการสร้างองค์ความรู้ใหม่

โดย คุณกฤติยา กาวีวงศ์ - ผู้อํานวยการหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน

ในอดีตเทศกาลยึดโยงอยู่กับชุมชน ความเชื่อ และพิธีกรรม เป็นจังหวะเวลาที่ผู้คนกลับมาเชื่อมต่อกันอีกครั้งในรอบปี แต่เมื่อบริบทของเมืองและเศรษฐกิจเปลี่ยนไป บทบาทของเทศกาลก็ขยับตาม กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความยึดเหนี่ยวทางสังคม และยกระดับภาพลักษณ์ของเมืองในระดับสากล (City Branding)

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “จะจัดเทศกาลอะไร” แต่คือ “เราจัดเทศกาลไปเพื่ออะไรและทำไมต้องจัดในตอนนี้” ซึ่งคำตอบต้องไปไกลกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

โดยทั่วไป เทศกาลแบ่งได้เป็นสองแนวทางหลัก ได้แก่ “เทศกาลทั่วไป” เช่น สงกรานต์ เน้นการมีส่วนร่วม ความสนุก และความคุ้นเคยของคนในพื้นที่ ขณะที่ “เทศกาลศิลปะ” ทำงานผ่านการคัดสรร (curation) และการออกแบบประสบการณ์ เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตีความ มักอยู่ในรูปแบบโปรเจ็กต์อย่าง Biennale (ทุก 2 ปี) หรือ Triennale (ทุก 3 ปี) และสามารถดึงเครือข่ายศิลปะระดับโลกเข้ามาในเมือง

คุณกฤติยาชี้ให้เห็นว่า ในปัจจุบัน เทรนด์ของเทศกาลกำลังมุ่งสู่ Hybrid Model ที่ผสานความเป็นมวลชนเข้ากับความลุ่มลึก เพื่อสร้างทั้งความคึกคักและความหมายในระยะยาว โดยแก่นสำคัญคือ “อย่ามาเอาตังค์อย่างเดียว มันไม่น่าสนใจ เราจะต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่และทำให้สังคมของเราถูกจินตนาการใหม่ ในทางที่ดีขึ้น”

  • Key Takeaway: เทศกาล Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 (คอนเซ็ปต์ “The Open World”) คือตัวอย่างของการใช้ศิลปะขุดค้นประวัติศาสตร์ และดึงศิลปินที่ไปเติบโตที่อื่นให้ "กลับบ้าน" มาสร้างสรรค์ผลงานเชื่อมโยงอดีตกว่า 700 ปีเข้ากับปัจจุบัน สิ่งนี้เปลี่ยนเมืองให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ไร้พรมแดน (Non-linear) สร้างความหมายใหม่ ทิ้งองค์ความรู้ไว้ให้คนพื้นที่ภูมิใจ และยกระดับเมืองสู่สากล 

ท้ายที่สุด เทศกาลสร้างสรรค์จึงไม่ใช่เพียง “อีเวนต์” ที่จบลงตามปฏิทิน แต่คือกระบวนการระยะยาวในการออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างคนและเมือง ภายใต้ความหมายและบริบทที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้ง 4 บทเรียนจากเวที FESTIVAL CREATOR 2026 ชี้ตรงกันว่า พลังที่แท้จริงของเทศกาลไม่ได้อยู่ที่ความคึกคักชั่วคราว แต่อยู่ที่ผลกระทบหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือใหม่ องค์ความรู้ใหม่ ความเป็นไปได้ใหม่ หรือมุมมองใหม่ที่ผู้คนมีต่อเมืองของตัวเอง 

เมื่อเทศกาลสามารถเปลี่ยน “ต้นทุน” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์” และต่อยอดไปสู่ “ความหมาย” ได้ เมืองนั้นก็ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดงานอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากมีส่วนร่วม เติบโต และจินตนาการอนาคตร่วมกันอีกครั้ง

ติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการ FESTIVAL CREATOR 2026 ได้ที่ www.cea.or.th

เรื่อง: คณิศร สันติไชยกุล


TAGS: #Creative Landscape