24-Hour Cities: ถอดรหัส 3 เมืองต้นแบบ เมื่อ ‘วัฒนธรรม’ ปลุกชีวิตและเศรษฐกิจหลังพระอาทิตย์ตกดิน

ในโลกยุคใหม่ "เมือง" ไม่เคยหลับใหลเมื่อสิ้นแสงตะวัน แต่กลับกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่มีมูลค่ามหาศาล
เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา World Cities Forum เครือข่ายความร่วมมือของกว่า 40 เมืองทั่วโลก ได้เผยแพร่รายงาน World Cities Culture Report ฉบับที่ 5 ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกด้านบทบาทของ "วัฒนธรรม" ในการพัฒนาเมืองที่ครอบคลุมที่สุด โดยประเด็นที่น่าจับตาที่สุดในรายงานฉบับนี้คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ เศรษฐกิจกลางคืน (Night-time Economy) เมืองต่าง ๆ กำลังตระหนักว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นหลังพระอาทิตย์ตกดินเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์และรายได้ของเมือง รัฐบาลหลายแห่งจึงเริ่มทบทวนกฎระเบียบด้านใบอนุญาต ความปลอดภัย และการวางผังพื้นที่เมืองใหม่ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกิจกรรมและพื้นที่ในยามค่ำคืน รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัย แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น ข้อมูลที่ไม่เพียงพอ กฎหมายที่ล้าสมัย และความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ
และนี่คือ 3 กรณีศึกษาที่น่าสนใจจากเมืองที่สามารถเปลี่ยน "ยามค่ำคืน" ให้เป็น "สินทรัพย์" ของเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/people-inside-structure-m7sg0rvJhq4
1. Barcelona: เมื่อ "ทูตกลางคืน" คือกาวใจของเมือง
หนึ่งในปัญหาร่วมของบรรยากาศยามราตรีคือการร้องเรียนเรื่องเสียงดังรบกวนย่านชุมชน จากการสำรวจพบว่า ย่าน El Raval และ Gràcia เผชิญกับปัญหาเสียงรบกวนและความตึงเครียดระหว่างผู้อยู่อาศัยกับสถานบันเทิง แต่ด้วยการบริหารจัดการที่แยกส่วนระหว่างหน่วยงานด้านใบอนุญาต ความปลอดภัย นโยบายวัฒนธรรม และความสัมพันธ์กับชุมชน ตำแหน่ง Night Commissioner หรือ “ทูตกลางคืน” จึงเข้ามาสมานรอยแยกของทุกภาคส่วนเพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
การถือกำเนิดของ Night Commisiioner ยังควบคู่ไปกับการตั้ง Cross-Department Night Group ซึ่งเป็นคณะทำงานที่รวมเจ้าหน้าที่จากฝ่ายวัฒนธรรม ความปลอดภัย และการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบาย
นอกจากนี้ เมืองยังจัดตั้ง Barcelona Night Forum เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้อยู่อาศัย เจ้าของสถานบันเทิง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และนักวางผังเมือง ได้มาร่วมวางแผนบนฐานของฉันทามติร่วมกัน โดยการประชุม Night Council ครั้งแรกมีผู้เข้าร่วมเกือบร้อยคน สะท้อนถึงความต้องการของทุกภาคส่วนที่จะมีเวทีพูดคุยเชิงโครงสร้าง
เพื่อรับมือกับปัญหานี้ Night Commissioner ได้เปิดตัวโครงการนำร่อง เช่น เส้นทางเดินกลับบ้านปลอดภัย และ รถรับ-ส่งกลางคืน เพื่อบรรเทาความแออัดในพื้นที่ยอดนิยม
การแต่งตั้ง Night Commissioner ของเมืองบาร์เซโลนา เป็นการแก้ไขช่องว่างด้านการบริหารที่มีมาอย่างยาวนาน โดยรวมเอาหน้าที่และความรับผิดชอบที่กระจัดกระจายอยู่หลายหน่วยงานให้มาอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/people-walking-down-a-street-at-night-with-lights-jvMvmqbretQ
2. Brussels By Night: : ยกระดับความปลอดภัยด้วยความเข้าใจ
ความปลอดภัยเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่สำหรับเมืองกลางคืน และปัญหาความรุนแรงต่าง ๆ ของเมืองไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไขได้ในระยะสั้น แต่ต้องถูกวางแผนแก้ไขในระยะยาว โครงการ Brussels By Night เริ่มต้นเมื่อปี 2022 และค่อย ๆ พัฒนา ให้ความรู้กับผู้ประกอบการถึงการป้องกันเหตุร้ายในตอนกลางคืน
ในปี 2023 โครงการได้ร่วมกับผู้ประกอบการสถานบันเทิงพัฒนา “แนวทางปฏิบัติ (Protocol)” เพื่อระบุ ป้องกัน และจัดการพฤติกรรมเหยียดเพศและความรุนแรงในสถานบันเทิง และ 1 ปีต่อมา แนวทางนี้ได้ถูกพัฒนาเป็น “หลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ” สำหรับผู้ทำงานในคลับ บาร์ ฮอลล์คอนเสิร์ต เทศกาล และโปรโมเตอร์กิจกรรมกลางคืน
สิ่งสำคัญของโครงการคือ Care Team หรืออาสาสมัครที่ได้รับค่าตอบแทนเพื่อมาสร้างความรู้สึกปลอดภัยแก่ผู้ร่วมงาน ป้องกันพฤติกรรมรุนแรงหรือกดขี่ และเข้าแทรกแซงเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงทางเพศ ส่งผลให้ Care Team คือจุดหมายปลายทางที่สร้างความมั่นใจและปลอดภัยให้กับผู้มาท่องเที่ยวกรุงบรัสเซล

Photo Credit: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Stockholms_townhall_during_Nobel_Week_Lights_2021_19.jpg#/media/File:Stockholms_townhall_during_Nobel_Week_Lights_2021_19.jpg
3. Nobel Week Lights: เทศกาลแสงที่เปลี่ยนฤดูหนาวให้เป็นโอกาสของกรุงสตอกโฮล์ม
แสงไฟมอบชีวิตชีวาให้กับยามค่ำคืน และยิ่งในช่วงสัปดาห์ของการประกาศรางวัลโนเบล การเฉลิมฉลองคงจะพิเศษมากขึ้นไปอีก
Nobel Week Lights คือเทศกาลแสงประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งชาวเมืองและผู้มาเยือนได้มีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลองรางวัลโนเบล ผ่านการเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะของกรุงสตอกโฮล์มให้กลายเป็นงานศิลปะจัดวางของแสงที่น่าตื่นตาตื่นใจ
เทศกาลนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานเฉลิมฉลองรางวัลโนเบล โดยแต่ละปีจะมีการสร้างสรรค์ศิลปะของแสงซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของผู้ได้รับรางวัลโนเบล และหนึ่งในผลงานเด่นที่จัดเป็นประจำทุกปี คือ “ภาพฉายแสงขนาดใหญ่บนอาคารศาลาว่าการเมืองสตอกโฮล์ม” ศิลปิน นักออกแบบ และนักศึกษาทั้งจากสวีเดนและต่างประเทศร่วมกันสร้างผลงานที่ส่องประกายให้เมือง และปลุกความสนใจในวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และวัฒนธรรม
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของเทศกาลคือ “การเปิดพื้นที่เมืองให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม” โปรแกรมศิลปะได้รับการคัดสรรให้มีความหลากหลายและเป็นมิตรกับผู้ชมทุกกลุ่ม มีการจัด ทัวร์นำชมกว่า 60 ครั้งใน 6 ภาษา เพื่อให้ผู้ชมจากหลากหลายประเทศสามารถเข้าร่วมได้
Nobel Week Lights แสดงให้เห็นว่า “ศิลปะสาธารณะแบบชั่วคราว” สามารถเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการท่องเที่ยวฤดูหนาว กระตุ้นการใช้พื้นที่สาธารณะ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของเมืองในระดับโลกได้ พร้อมกันนั้นยังช่วยสร้าง “ความภาคภูมิใจร่วมของชุมชน” ผ่านศิลปะ วัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมของผู้คนในทุกช่วงวัย
กรณีศึกษาจากบาร์เซโลนา บรัสเซลส์ และสตอกโฮล์ม แสดงให้เห็นว่า เมืองกลางคืนที่ดีไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ หากเกิดจากนโยบายที่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และชีวิตผู้คน เมืองที่มีชีวิตชีวาจึงไม่ใช่เมืองที่สว่างเพียงกลางวัน แต่คือเมืองที่รู้จักใช้พลังสร้างสรรค์ขับเคลื่อนชีวิตผู้คนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังเช่นที่ซาดิก คาน (Sadiq Khan) นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนกล่าวว่า “วัฒนธรรม คือดีเอ็นเอของเมือง เป็นสิ่งที่หลอมรวมผู้คนให้เชื่อมโยงกัน ทั้งในช่วงเวลาแห่งวิกฤตและช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง วัฒนธรรมคือสิ่งที่ทำให้เมืองมีชีวิตชีวาในยามกลางวัน และเปล่งประกายในยามค่ำคืน”
ที่มา: บทความ “Towards 24 Hour Cities: Reflection on Night-time Economy Policy Accelerator” โดย Mirk Milan และ Jane Slingo
บทความ “Stockholm’s Nobel Week Lights Winter Festival” จาก World Cities Culture Forum
บทความ “Brussels by Night Enhancing safety for all” จาก World Cities Culture Forum
บทความ “Barcelona’s Night Commissioner Alcaldessa de Nit” จาก World Cities Culture Forum
เรื่อง: คณิศร สันติไชยกุล
TAGS: #Creative Landscape