News Update

31.08.2569

นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชม CEA ภาคใต้ ชูเศรษฐกิจสร้างสรรค์ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ดัน GDP ประเทศไทยโต 1.63 ล้านล้านบาท

31 สิงหาคม 2569 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) พร้อมคณะรัฐมนตรี เยี่ยมชม “สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภาคใต้” (CEA ภาคใต้) พร้อมด้วยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบสงขลา (TCDC )และย่านเมืองเก่าสงขลา ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการและการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จังหวัดสงขลา โดยมี ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และผู้บริหารให้การต้อนรับและนำเสนอภารกิจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สะท้อนความสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ 
การเยี่ยมชมครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ในฐานะหนึ่งในกลไกสำคัญของการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่สามารถนำความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ ทักษะ ตลอดจนทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และกระจายโอกาสการพัฒนาไปสู่ภูมิภาค 

อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (GVA) ในปี 2567 สูงถึง 1.63 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.78% ของ GDP ประเทศ เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 6 ปี ขณะที่ประเทศไทยมีธุรกิจสร้างสรรค์ที่ดำเนินกิจการอยู่กว่า 118,803 ราย และมีแรงงานสร้างสรรค์กว่า 899,915 ราย สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังได้รับการยอมรับในระดับนโยบายและนานาชาติ โดยถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในเสาหลักของ (ร่าง) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 และธนาคารโลกได้จัดให้ Creative Economy เป็นหนึ่งใน 5 อุตสาหกรรมอนาคตที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ ร่วมกับ Advanced Manufacturing, Agribusiness, Digital Services และ Sustainable & Health Tourism นอกจากนี้ ไทยยังได้รับการคัดเลือกจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ให้เป็นประเทศนำร่องลำดับที่ 4 ของโลกในการใช้ Creative Economy Data Model ซึ่งสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์

“ภาคใต้” ทุนสร้างสรรค์ที่พร้อมต่อยอดสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

สำหรับภาคใต้ ถือเป็นพื้นที่ที่มีทุนสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ที่หลากหลาย ทั้งวัฒนธรรม อาหาร งานหัตถกรรม วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นสินค้า บริการ ประสบการณ์ แบรนด์ และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่มีมูลค่าเพิ่มได้

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้ชี้แจงการดำเนินของ CEA “CEA ภาคใต้จึงถูกวางบทบาทให้เป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภาคใต้” โดยทำงานร่วมกับ 14 จังหวัดในภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ คนรุ่นใหม่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้สามารถนำต้นทุนที่มีอยู่ในพื้นที่มาพัฒนาเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดย CEA ภาคใต้เปิดให้บริการเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 และปัจจุบันมีผู้ใช้บริการแล้วกว่า 35,717 คน”

นอกจากนี้ CEA ยังเตรียมจัดงาน “CREATIVITY AS CAPITAL:  Driving the Next Growth Frontier” ในเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานอย่างเป็นทางการของการประชุมประจำปีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) เพื่อผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองในระดับนานาชาติต่อประเทศไทย ดร. ชาคริต กล่าวรายงาน

ระหว่างการเยี่ยมชม นายกรัฐมนตรีและคณะยังได้ชมการจัดแสดง “Pakk Taii BRAND Universe : จักรวาลปักษ์ใต้...ใกล้ฉัน” ซึ่งนำเสนอแนวคิดการเปลี่ยนสินทรัพย์ท้องถิ่นให้กลายเป็น “แบรนด์ที่มีชีวิต” สามารถสร้างคุณค่าและต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ การลงทุนใหม่ และความร่วมมือรูปแบบใหม่ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่มองเห็นโอกาสจากต้นทุนที่มีอยู่ในท้องถิ่น และร่วมกันสร้างอนาคตจากบ้านเกิด

จาก “ทุนท้องถิ่น” สู่ “นโยบายเศรษฐกิจ”

การลงพื้นที่ CEA ภาคใต้จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งใช้ “ทุนสร้างสรรค์” ให้สามารถเปลี่ยนเป็น “ทุนทางเศรษฐกิจ” ได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การพัฒนาทักษะและบุคลากร การเข้าถึงพื้นที่และองค์ความรู้ การสนับสนุนผู้ประกอบการ การพัฒนา Creative IP การเชื่อมโยงตลาดและการลงทุน ตลอดจนการใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนและประเมินผลการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์

CEA ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ บุคลากร พื้นที่ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ดังนี้
●    ขยายเครือข่ายศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบส่วนภูมิภาค อีก 20 แห่งภายในปี 2571 เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการในภูมิภาคเข้าถึงองค์ความรู้และทรัพยากรด้านความคิดสร้างสรรค์
●    การพัฒนาทักษะสร้างสรรค์ให้คนไทยกว่า 300,000 คนต่อปี 
●    สนับสนุนการพัฒนาผู้ประกอบการและสร้างโอกาส Business Matching กว่า 900 ครั้ง โดยมีเป้าหมายยกระดับรายได้ของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น 30% 
●    การส่งเสริมเมืองสร้างสรรค์และเทศกาลสร้างสรรค์เพื่อสร้างแบรนด์เมืองและการจ้างงานในพื้นที่

ระหว่างประเทศ (World Bank–IMF Annual Meetings) เพื่อผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาครัฐ นักลงทุน ภาคธุรกิจสร้างสรรค์ และพันธมิตรระดับโลก และนำเสนอเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในฐานะโอกาสการเติบโตและการลงทุนรูปแบบใหม่ของประเทศไทย

การเยี่ยมชม CEA ภาคใต้ของนายกรัฐมนตรีจึงไม่เพียงสะท้อนความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของภาคใต้ แต่ยังเป็นภาพของการเชื่อมโยง “พื้นที่-คน-ธุรกิจ-นโยบาย” เข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนต้นทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ สร้างธุรกิจใหม่ การลงทุนใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

Posted in news on ส.ค. 31, 2026