News Update

25.05.2569

FESTIVAL CREATOR 2026 ปลุกพลังนักขับเคลื่อนเทศกาลท้องถิ่น ยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมเฟสติวัลไทยสู่สากล พร้อมทุนสนับสนุนรวมกว่า 9 ล้านบาท

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เดินหน้าจัดโครงการ FESTIVAL CREATOR 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อพัฒนาผู้ขับเคลื่อนเทศกาลสร้างสรรค์ท้องถิ่น (Festival Creators) ให้พร้อมยกระดับเทศกาลสร้างสรรค์ที่มีอัตลักษณ์ใหม่ (The New Signature) และสร้างการจดจำให้กับเมืองในระดับประเทศ ผ่านกลไกการขับเคลื่อนเมืองด้วยการเชื่อมโยง “สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม - คน - เมือง” มาสร้างสรรค์เทศกาลที่ต่อยอดจากไอเดียของท้องถิ่น เปลี่ยน “พลังวัฒนธรรม” ให้เป็น “มูลค่า” ที่ผู้คนอยากเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ “น่าอยู่ น่าลงทุน น่าท่องเที่ยว” เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงพื้นที่ พร้อมยกระดับศักยภาพเฟสติวัลไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล โดยทั้ง 6 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนจาก CEA รวมกว่า 9 ล้านบาท

FESTIVAL CREATOR 2026 ครอบคลุมกระบวนการพัฒนาเทศกาลท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเสริมองค์ความรู้ (Enhance Knowledge) การลงมือทดสอบแนวคิดและต้นแบบกิจกรรมจริง (Action Learning) ไปจนถึงการเยี่ยมชมพื้นที่ต้นแบบในประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่าย (Visit & Dialogue) โดยได้เปิดรับสมัคร (Open call) และมีทีมที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วม FESTIVAL CAMP ในปีนี้จำนวน 6 ทีม จาก 5 จังหวัด โดยแบ่งกลุ่มตามความเชี่ยวชาญและเป้าหมายการพัฒาเมือง ได้แก่ 

  • กลุ่ม Art & Design: Patani Artspace จังหวัดปัตตานี, Singorama Art Fest จังหวัดสงขลา, และ Everywhere Gallery จังหวัดเชียงราย 
  • กลุ่ม Creative Industry: หอการค้า จังหวัดตาก และไทบ้าน สตูดิโอ จังหวัดศรีสะเกษ  
  • กลุ่ม City Development: The City Connext จังหวัดสงขลา

ซึ่งทั้ง 6 ทีม จาก 5 จังหวัด จะได้พัฒนาแนวคิดและทักษะอย่างเข้มข้นร่วมกับวิทยากรพี่เลี้ยง (Mentors) และนำไอเดียไปต่อยอดสู่การจัดเทศกาลจริงในช่วงเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ ผู้ขับเคลื่อนเทศกาลสร้างสรรค์ ยังได้ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนเทศกาลกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเทศกาลของตนเอง โดยมีเนื้อหาสำคัญ ดังนี้

1) Festival Placemaking โดย ดร.พีรียา บุญชัยพฤกษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการออกแบบและวางผังชุมชนเมือง และผู้อำนวยการศูนย์มิตรเมือง (Urban Ally) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า “เทศกาลเป็นเครื่องมือในการสร้างชีวิตให้เมือง” ผ่านการสร้างความหมายให้กับพื้นที่ เพื่อแสดงศักยภาพของพื้นที่ในการเพิ่มโอกาสการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจ และต่อยอดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในอนาคต โดยใช้ “เมือง” เป็นห้องทดลองในการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคน ชุมชน และพื้นที่

“สำหรับการจัดเทศกาลสามารถเริ่มต้นได้ด้วยแนวคิด Power of 10+ ซึ่งประกอบด้วย 10 จุดหมายปลายทางหลัก 10 จุดหมายปลายทางย่อย และ 10 กิจกรรมที่ช่วยปลุกพลังของคนและพื้นที่ เพื่อสร้างความมีชีวิตชีวาให้เมืองในหลากหลายมิติ ขณะเดียวกัน ผู้จัดเทศกาลต้องตระหนักถึงผลกระทบทั้ง 2 ด้าน ได้แก่ 1.) Eventalisation หรือกิจกรรมที่ช่วยปลุกเมืองให้มีชีวิต และ 2.) Eventification หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงลบที่อาจทำให้เมืองสูญเสียความเป็นสาธารณะ ผู้จัดงานจึงต้องบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมรักษาสมดุลของอัตลักษณ์พื้นที่ให้คงอยู่ควบคู่กันไป”

2) Co-creation & Partnership โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาชุมชนเชิงสร้างสรรค์และการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม ถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการพัฒนาชุมชน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้สึกเชื่อมโยง เปิดพื้นที่ให้ชุมชนมองเห็นคุณค่าของทุนเดิมควบคู่กับแนวทางการพัฒนาใหม่ ผ่านการทำงานร่วมกับองค์กรชุมชน และใช้เทศกาลหรือกิจกรรมสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล สร้างความสัมพันธ์ และค้นหาสินทรัพย์ของชุมชน เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว

“สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่มีองค์กรชุมชน ควรเริ่มต้นจากกลุ่มเล็กที่มีความพร้อมเพื่อเป็นพื้นที่นำร่อง ก่อนขยายผลในระยะต่อไป โดยเน้นการทำงานที่ช่วยเสริมศักยภาพเดิมของชุมชน มากกว่าการทำซ้ำในสิ่งที่ชุมชนเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เช่น การนำเทคโนโลยี Interactive หรือ Projection มาใช้สร้างประสบการณ์ใหม่ในช่วงเทศกาล เพื่อต่อยอดต้นทุนเดิมและสร้างการมีส่วนร่วมในฐานะพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ร่วมกัน ตัวอย่างของชุมชนสร้างสรรค์ เช่น ย่านปากคลองตลาด การพัฒนาชุมชนสร้างสรรค์จำเป็นต้องอาศัยความสัมพันธ์อันดีและการให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา”

3) The Art of Storytelling, from Product to City โดย ศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต Creative Director และผู้ร่วมก่อตั้ง Wisdomative บรรยายถึงศิลปะการออกแบบการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมองว่าเทศกาลควรทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ทดลองทางสังคม” ที่เปิดโอกาสให้ภูมิปัญญา พื้นที่ และชุมชน ถูกมองเห็นและได้รับการ “สร้างความหมาย” จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางมุมมอง ทัศนคติ พฤติกรรม หรือแม้แต่การกลับมาอนุรักษ์อัตลักษณ์เหล่านั้นอีกครั้ง

“เทศกาลที่ดีและมีชีวิตควรตั้งคำถามบางอย่างที่กระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมทางความคิดประสบการณ์ และความรู้สึก โดยใช้ Storytelling เป็นเครื่องมือในการออกแบบกระบวนการสร้างความหมาย รวมถึงการออกแบบเส้นทางอารมณ์และประสบการณ์ของผู้ชมตั้งแต่ต้นจนจบเทศกาล เพื่อสร้างความจดจำที่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ออกแบบต้องการสื่อสาร กระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นจากการรับฟังและลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึก ทำความเข้าใจบริบทของพื้นที่ และคัดสรรประเด็นสำคัญที่สามารถส่งต่อ ‘ความหมาย’ สู่สังคมได้อย่างตรงจุด”

4) Contemporary Re-interpretation for Art and Design Festival in Thai Context โดย กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน บรรยายถึงพัฒนาการของเทศกาล ตั้งแต่อดีตที่ทำหน้าที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน ธรรมชาติ พิธีกรรม และการรวมตัวของผู้คนในสังคม จนถึงปัจจุบันที่เทศกาลกลายเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างการจดจำให้กับเมือง (City Branding) พร้อมทั้งทำหน้าที่สื่อสารว่า “ทำไมต้องจัดที่นี่” และ “ทำไมต้องจัดตอนนี้” รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับการสร้างปรากฏการณ์และองค์ความรู้ใหม่ให้กับสังคม

คุณกฤติยาได้อธิบายความแตกต่างระหว่าง “เทศกาลทั่วไป” กับ “เทศกาลศิลปะ” ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเทศกาลทั่วไปมักมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง จัดต่อเนื่องตามปฏิทินประเพณี และมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น เทศกาลสงกรานต์ ขณะที่เทศกาลศิลปะจะให้ความสำคัญกับการคัดสรร การออกแบบ และการสร้างความหมายเพื่อการตีความ อีกทั้งยังมีช่วงเวลาการจัดงานที่เฉพาะเจาะจง เช่น Venice Biennale ซึ่งจัดขึ้นทุก 2 ปี

ปัจจุบันได้เกิดรูปแบบเทศกาลแบบผสมผสาน (Hybrid Model) มากขึ้น เช่น Design Week ของ CEA ที่สะท้อนการผสมผสานระหว่างเทศกาลทั่วไปและเทศกาลศิลปะ ผ่านการคัดสรรและออกแบบกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่น มีพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วม และมีความต่อเนื่องในการจัดงาน จนทำให้เทศกาลสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะ ชีวิต และชุมชน พร้อมสร้างบรรยากาศใหม่ให้เมืองมีชีวิตชีวามากขึ้น และกลายเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวเฝ้ารอ

สำหรับก้าวต่อไปของโครงการ คือ กระบวนการเข้ารับคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเตรียมความพร้อม และติดตามความคืบหน้าการดำเนินการจัดเทศกาลจริงในช่วงเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2569 โดย CEA มุ่งใช้เทศกาลเป็นเครื่องมือสะท้อนอัตลักษณ์ใหม่ของเมือง และยกระดับ City Branding เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และผลักดันอุตสาหกรรมเฟสติวัลไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม

Posted in news on พ.ค. 25, 2026