รัฐบาล - CEA หารือ Netflix เดินหน้าขยายความร่วมมือ ชู “อุตสาหกรรมคอนเทนต์” เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย

นายโกศล ปัทมะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้แทนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) หารือแนวทางการส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยร่วมกับ Mr. Andrew Ure, Vice President, Global Affairs - APAC, Netflix พร้อมด้วย นายอินทพันธุ์ บัวเขียว รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขยายผลความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนระดับโลก เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขยายตลาดส่งออก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล
การหารือครั้งนี้สะท้อนทิศทางการทำงานของภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ในฐานะหนึ่งในกลไกสำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยรัฐบาลได้กำหนดเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็น 1 ใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) และมุ่งพัฒนาให้เป็นหนึ่งใน “เครื่องยนต์ใหม่” ของเศรษฐกิจไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับบุคลากรสร้างสรรค์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและองค์ความรู้
สำหรับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ซึ่งครอบคลุมภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน เกม คาแรกเตอร์ หนังสือ และดนตรี รัฐบาลวางเป้าหมายให้เป็น “อุตสาหกรรมนำร่อง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและมีโอกาสสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งการขยายตลาดส่งออก การพัฒนา Original IP การยกระดับผู้ประกอบการ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรม
รัฐบาลวางระบบสนับสนุนครบวงจร ดึงการลงทุน-พัฒนาคน-เปิดตลาดโลก
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการผลิตคอนเทนต์ในประเทศไทย โดยมีมาตรการสนับสนุนทั้งด้านสิทธิประโยชน์สำหรับการถ่ายทำ การส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาตลาด การพัฒนาทักษะบุคลากร ตลอดจนการพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยในการสร้าง Original IP ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลก ได้แก่
- ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ: มาตรการ Cash Rebate สำหรับกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับกิจการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพยนตร์ การให้บริการแก่ธุรกิจสร้างภาพยนตร์ และการจัดตั้ง Movie Town ขณะที่รัฐบาลยังเตรียมขยายมาตรการและเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยเข้าถึงเงินทุนและสามารถสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพสูงที่แข่งขันในตลาดโลกได้
- การเชื่อมต่อตลาดสากล: พัฒนาตลาดส่งออกคอนเทนต์ผ่าน Thailand Content Market ซึ่งเป็นตลาดการค้าคอนเทนต์ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2569 มียอดการเจรจาการค้ามากกว่า 9,000 ล้านบาท และมีแผนขยายขนาดงานในปี 2570 พร้อมผลักดันการจัด Showcase เพื่อนำผู้ประกอบการคอนเทนต์ไทยไปเปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศ
CEA กลไกสำคัญเชื่อม “นโยบาย-คน-ธุรกิจ” สู่การเติบโตของอุตสาหกรรม
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และบุคลากร ตลอดจนสร้างโอกาสทางธุรกิจและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยกับตลาดสากล โดยมีการดำเนินงานผ่านโครงการ CEA Content Lab ซึ่งเปิดพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์และผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยได้พัฒนาศักยภาพ เชื่อมโยงกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล โดยหนึ่งในผลงานที่เกิดจากโครงการคือซีรีส์ “ทนายปีศาจ” (The Evil Lawyer) ซึ่งเข้าร่วม CEA Content Lab ในปี 2566 และได้รับการพัฒนาบทเพื่อนำไปผลิตและเผยแพร่บน Netflix
เดินหน้าความร่วมมือ 3 มิติ ขยายผลสร้าง “Local Content, Global Reach”
รัฐบาล และ Netflix เห็นถึงแนวทางการต่อยอดความร่วมมือในหลายมิติ โดยมี CEA เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และพันธมิตรระดับโลก ประกอบด้วย
1. ส่งเสริมการจ้างงาน ขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากร ครอบคลุมทั้งบุคลากรเบื้องหน้า เช่น นักเขียนบท ผู้กำกับ และโปรดิวเซอร์ และบุคลากรเบื้องหลัง เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม ซึ่ง Netflix มีความเชื่อมั่นบุคลากรไทยในระดับ World Class พร้อมสนับสนุนให้เกิดการใช้บริการและการจ้างงาน
2. สนับสนุนการฑูตเชิงวัฒนธรรม สนับสนุนให้นักสร้างสรรค์ไทยพัฒนาเรื่องราวที่มีรากฐานจากอัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทยให้สามารถสื่อสารกับผู้ชมทั่วโลก พร้อมส่งเสริมการเข้าร่วมงานตลาดและกิจกรรมระดับนานาชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและการส่งออกคอนเทนต์ไทย
3. ยกระดับคอนเทนต์ไทยไปสู่ตลาดโลก ต่อยอดภาพยนตร์และซีรีส์ให้เป็นมากกว่าสินค้าคอนเทนต์ โดยใช้เป็นกลไกเผยแพร่วัฒนธรรม ส่งเสริมสินค้าไทย แฟชั่น อาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้คอนเทนต์ช่วยเชื่อมโยงการส่งออกและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน
นอกจากนี้ Netflix ยังระบุว่าในช่วงปี 2564 - 2567 บริษัทฯ ลงทุนผลิตคอนเทนต์ในประเทศไทยแล้วกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานนักแสดงและทีมงานชาวไทยมากกว่า 13,500 ตำแหน่ง ขณะที่คอนเทนต์ไทยบนแพลตฟอร์มมียอดการรับชมรวมกว่า 750 ล้านชั่วโมงภายในปี 2567 และมีผลงานไทยมากกว่า 33 เรื่องที่เข้าสู่ Global Top 10 ในหมวด Non-English หนึ่งในตัวอย่างล่าสุดคือ “ทนายปีศาจ” (The Evil Lawyer) ซึ่งขึ้นสู่อันดับ 4 ของโลกในหมวดซีรีส์ภาษาต่างประเทศ (Non-English) ที่มีผู้ชมสูงสุดทั่วโลก สะท้อนศักยภาพของคอนเทนต์ไทยที่สามารถเดินทางจากการพัฒนาภายในประเทศไปสู่ผู้ชมระดับโลกได้
Netflix ยังมีบทบาทในการนำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิต และวัฒนธรรมไทยผ่านคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มระดับโลก ทั้งงานฝีมือ สถาปัตยกรรม แฟชั่น อาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นการส่งออกวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) และสร้างโอกาสให้สินค้าและบริการไทย รวมถึงการท่องเที่ยวไทย เข้าถึงผู้ชมในตลาดต่างประเทศมากขึ้น
CEA - Netflix ต่อยอดเวที IMF–World Bank สู่การหารือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับโลก
การขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ CEA และ Netflix ยังต่อยอดไปสู่เวทีระดับนานาชาติ โดย CEA และ Netflix ได้จัดงาน “CREATIVITY AS CAPITAL: Driving the Next Growth Frontier” ในฐานะกิจกรรมคู่ขนานของการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม Andaz, One Bangkok เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในฐานะกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ และแนวทางการเปลี่ยน “ทุนสร้างสรรค์” (Creative Capital) ให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนได้
ทั้งนี้ การหารือระหว่างรัฐบาลกับ Netflix สะท้อนทิศทางการทำงานของภาครัฐที่ไม่ได้มองเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพียงในมิติเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้าง “ระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การพัฒนาคน การลงทุน การผลิต การสร้างและต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา การเข้าถึงเงินทุน ไปจนถึงการขยายตลาดต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับประเทศไทยจากการเป็นเพียง “ฐานการผลิตคอนเทนต์” ไปสู่การเป็น “Creative Nation” ที่สามารถสร้างมูลค่าจากความคิดสร้างสรรค์และทรัพย์สินทางปัญญาของไทย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการและคนไทย และส่งออกเรื่องราวของประเทศไทยไปสู่ตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง
Posted in news on ต.ค. 14, 2026