Research & Report

5 เรื่องลิขสิทธิ์ดนตรี ที่คนทำเพลงยุค AI ต้องรู้ จากโปรแกรม Music Lab Masterclass: IP Management

เมื่อ “บทเพลง” ไม่ใช่แค่ผลงาน แต่คือทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่า การเรียนรู้เรื่องลิขสิทธิ์ สัญญา ที่มารายได้ และ AI จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญสู่การเป็น “เจ้าของ IP” อย่างมืออาชีพ และสร้างมูลค่าระยะยาวจากบทเพลงในยุคดิจิทัล 

ในยุคที่การสร้างสรรค์ผลงานเพลงเป็นไปได้ง่าย แต่การสร้างรายได้ที่มั่นคงจากผลงานกลับกลายเป็นความท้าทายสำคัญ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จึงร่วมมือกับ บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MCT จัดโปรแกรมอบรมระยะสั้น Music Lab Masterclass: IP Management ภายในงาน Songwriter Thailand Showcase 2026 นักแต่งเพลง “ต้องรอด” เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ Gaysorn Urban Resort ชั้น 19 เพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ เตรียมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พร้อมวางรากฐานการบริหารทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยน “บทเพลง” ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ระยะยาว งานนี้ได้รับความสนใจจากคนในอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ และผู้ประกอบการดนตรี เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

งานช่วงเช้าเริ่มต้นด้วยเซสชันพิเศษที่เปิดพื้นที่ให้คนดนตรีทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังได้เจาะลึกเรื่องสิทธิ สัญญา ที่มารายได้ และการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ดนตรี โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญของ MCT ก่อนจะส่งต่อความเข้มข้นสู่ช่วงบ่ายกับ Keynote Speech หัวข้อ “Songwriting What’s Next 2026” และวงเสวนา “The Future of Songwriting: SONGVivor Fight ‘มนุษย์’ กับ ‘AI’ ใคร รอด” เพื่อร่วมมองทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมดนตรี แนวทางการปรับตัวของนักแต่งเพลง และการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายจากเทคโนโลยี AI ในโลกสร้างสรรค์ยุคปัจจุบัน

โดย คุณอิศรา เปี่ยมพงศ์สานต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จาก CEA ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายสำคัญของการจัดทำโปรแกรมอบรมระยะสั้น Music Lab Masterclass: IP Management ในครั้งนี้ว่า “CEA มุ่งหวังให้คนในอุตสาหกรรมดนตรีได้รับความรู้ด้านการปกป้องและใช้ประโยชน์จากลิขสิทธิ์ทางปัญญาอย่างถูกต้อง รวมถึงเข้าใจผลกระทบและการปรับตัวในยุค AI เพื่อให้นักสร้างสรรค์นำไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเองได้จริง” 

สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของฝั่งผู้ร่วมจัดงานอย่าง คุณณฐพล ศรีจอมขวัญ ประธานกรรมการบริหาร ของ MCT ที่เน้นย้ำถึงหัวใจของโปรแกรมนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ความรู้ก็เหมือนอาวุธ โดยเฉพาะความรู้เรื่องลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ ถ้าเรามีอาวุธที่ดีและเข้าใจระบบอย่างถูกต้อง เราก็จะสามารถใช้อาวุธนั้นไปประกอบกิจการ เพื่อสร้างรายได้และสร้างอาชีพดนตรีของเราได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป”

และนี่คือบทเรียนน่าสนใจเรื่อง IP Management จากวิทยากรตัวจริงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของอุตสาหกรรมดนตรีที่คนทำเพลงยุคนี้ควรรู้ เพื่อเป็น “เกราะคุ้มกัน” สำคัญให้ผลงานสร้างสรรค์ของคนทำงานดนตรีทุกคน 

1. “เส้นทางเงินที่มองไม่เห็น” และโครงสร้างสิทธิดนตรีที่ห้ามละเลย

โดย คุณณฐพล ศรีจอมขวัญ ประธานกรรมการบริหาร MCT

  • แยกแยะ 2 ขาลิขสิทธิ์: เพลง 1 เพลงมีโครงสร้างลิขสิทธิ์แยกจากกันชัดเจน คือ งานดนตรีกรรม (Musical Work) (เนื้อร้อง/ทำนอง/เรียบเรียง) มีนักแต่งเพลงเป็นเจ้าของ โดยคุ้มครองตลอดชีวิตผู้สร้างสรรค์ +50 ปี และ งานสิ่งบันทึกเสียง (Sound Recording/Master Work) (ไฟล์เสียงมาสเตอร์) มีค่ายเพลงหรือผู้ลงทุนเป็นเจ้าของ คุ้มครอง 50 ปีนับจากเผยแพร่ครั้งแรก
  • The Invisible Money Trail: รายได้ดิจิทัลสตรีมมิงจะถูกแยกจ่ายเป็น 2 ก้อนเสมอ คือเงินฝั่งสิ่งบันทึกเสียง (Master) ที่จะไหลไปยังค่ายเพลง ผู้จัดจำหน่าย (Distributor) หรือศิลปินอิสระ ส่วนเงินฝั่งงานดนตรีกรรม (เนื้อร้อง/ทำนอง) ต้องไหลผ่านองค์กรจัดเก็บลิขสิทธิ์ (CMO) หรือพับลิชเชอร์เพื่อคืนให้นักแต่งเพลง การละเลยฝั่งดนตรีกรรมจึงเป็นการทิ้งรายได้ระยะยาวของนักแต่งเพลง
  • 3 ตัวละครหลัก: นักแต่งเพลงต้องเข้าใจความแตกต่างของ 3 ตัวละครหลัก ประกอบด้วย CMO ซึ่งเป็นองค์กรจัดเก็บค่าสิทธิ์ดนตรีกรรม, Publisher คือบริษัทตัวแทนดูแลสิทธิและต่อยอดโอกาสเชิงพาณิชย์ เช่น การอนุญาตให้ใช้เพลงประกอบโฆษณาและภาพยนตร์ และ Distributor คือผู้จัดจำหน่ายที่นำไฟล์เสียงมาสเตอร์ขึ้นระบบสตรีมมิง

2. สแกนหา “Red Flags” ในสัญญาซื้อขาด (Buy-out)

โดย คุณพิเศษ จียาศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายลิขสิทธิ์และที่ปรึกษากฎหมายบริษัท MCT 

  • โอนขาด (Assignment) vs อนุญาตให้ใช้ (License): การโอนลิขสิทธิ์คือการเปลี่ยนมือเจ้าของถาวร ผู้สร้างสรรค์จะหมดสิทธิโดยสิ้นเชิง ต่างจากการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (License) ที่เรายังเป็นเจ้าของ เพียงแต่ปล่อยให้ผู้อื่นนำไปใช้ตามขอบเขตและระยะเวลาที่ตกลง โดยแบ่งระดับของการอนุญาตใช้สิทธิ (Licensing Tiers) ตั้งแต่ไม่เด็ดขาด (Non-Exclusive) แต่ผู้เดียว (Sole)  ให้คู่สัญญาใช้คนเดียว แต่เจ้าของยังใช้ได้  ไปจนถึงเด็ดขาด (Exclusive) ที่ตัดสิทธิทุกคนแม้แต่ตัวเจ้าของเองชั่วคราว
  • ความเสี่ยงของสัญญาซื้อขาด (Buy-out): คือการแลกเงินก้อนเดียวกับการสูญเสียรายได้และสิทธิในระยะยาว ในอนาคตหากเพลงเพลงนั้นมียอดสตรีมถล่มทลายหลายล้านครั้ง ศิลปินและนักแต่งเพลงจะไม่ได้รับส่วนแบ่งเพิ่ม และไม่สามารถเรียกคืนสิทธิได้อีก
  • 4 สัญญาณต้องตรวจสอบ (Red Flags) ก่อนเซ็นสัญญา:
    1. ระยะเวลา (Term):
    ระวังคำว่า “ตลอดกาล” (In Perpetuity) ซึ่งหมายถึงการเสียสิทธิถาวร  ทางที่ดีควรเจรจาให้เป็นสัญญาแบบจำกัดเวลา (เช่น 3 - 5 ปี) หรือมีเงื่อนไขการขอคืนสิทธิ
    2. ขอบเขตพื้นที่ (Territory): คำว่า “Worldwide” หรือ “ทั่วโลก” หมายถึงการให้สิทธิครอบคลุมทุกประเทศ ยิ่งขอบเขตกว้างเท่าไร ค่าตอบแทนที่ได้รับต้องสูงขึ้นตามไปด้วย 
    3. สูตรคำนวณรายได้ (Royalties): ต้องดูให้ชัดเจนว่าส่วนแบ่งคิดจากยอดขายสุทธิ (Net) หรือคิดจากรายได้รวม (Gross) เพื่อป้องกันการหักค่าใช้จ่ายที่เกินจริงของคู่สัญญา
    4. ขอบเขตการใช้ หรือข้อจำกัดสิทธิ: ตรวจสอบข้อห้ามต่าง ๆ เช่น คำว่า ห้ามดัดแปลง (No Derivative Works) ซึ่งจะทำให้เราไม่สามารถนำเพลงของตัวเองไปทำเวอร์ชัน Cover หรือรีมิกซ์ใหม่ได้ในอนาคต 

3. กฎเหล็ก “Day One” และระบบการจัดการลิขสิทธิ์

โดย คุณสิริญา บุญญาธิการ ผู้จัดการทั่วไป MCT

  • กฎเหล็ก Day One ของ Split Sheet: เอกสารข้อตกลงส่วนแบ่งสิทธิระหว่างผู้ร่วมสร้างสรรค์ (เนื้อร้อง ทำนอง เรียบเรียง) ต้องทำและลงนามร่วมกัน “ทันทีในวันที่แต่งเพลงเสร็จสิ้น” เพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคตเมื่อเพลงโด่งดัง และใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายในการเจรจาต่อรองกับค่ายเพลงเพื่อเลี่ยงสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
  • คิวชีต (Cue-Sheet) สำหรับงานภาพและเสียง (AV Production): เมื่อเพลงถูกนำไปใช้ในสื่อภาพและเสียง เช่นภาพยนตร์หรือรายการทีวี การระบุลักษณะดนตรีในคิวชีตอย่างถูกต้อง (เช่น ดนตรีพื้นหลัง BI/BV, เพลงเปิด OI/OV, เพลงปิด CI/CV และ ระยะเวลาที่เปิดเพลง) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความแม่นยำในการคำนวณและจัดสรรค่าสิทธิกลับคืนมา
  • ระบบดิจิทัลสากล: นักแต่งเพลงไทยจำเป็นต้องมี หมายเลข IPI (รหัสประจำตัวผู้ประพันธ์สากล 11 หลักที่ MCT ออกให้สมาชิกฟรี) เพื่อให้เงินสิทธิ์จากทั่วโลกไหลกลับมาอย่างถูกต้อง โดยปัจจุบันสามารถลงทะเบียนเพลงออนไลน์ผ่าน Website, Line OA และระบบ ATLAS 2.0 (Atlas Member Portal) ของ MCT ที่กำลังพัฒนาเพื่อความสะดวกและโปร่งใสยิ่งขึ้น 

4. Keynote Session: Songwriting What’s Next 2026 ปรับตัวรับมือความท้าทายของ AI และลิขสิทธิ์ดนตรีโลก 

โดย คุณณฐพล ศรีจอมขวัญ ประธานกรรมการบริหาร MCT

  • แรงกระเพื่อมจาก AI ในระดับสากล: ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Deezer ระบุว่ามีเพลงที่ถูกอัปโหลดถึง 44% ที่สร้างสรรค์โดย AI และคาดว่ามูลค่าตลาดดนตรี AI อาจสูงถึง 16,000 ล้านยูโรภายในปี 2028 ส่งผลให้องค์กรจัดเก็บลิขสิทธิ์ (CMO) ทั่วโลก ร่วมกันผลักดันมาตรการให้บริษัทเทคโนโลยีต้องขออนุญาตทุกครั้ง ก่อนนำเพลงที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้เป็นข้อมูล Input ในระบบ Machine Learning
  • เปลี่ยนมุมมองสู่ “เครื่องมือชนิดใหม่” พร้อมแนวทางเอาตัวรอด: คนทำเพลงยุคใหม่ไม่ได้มอง AI เป็นศัตรู แต่ใช้เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้รังสรรค์ผลงานได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งแนวทางเอาตัวรอดคือนักแต่งเพลงต้องมีความเข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์ เก็บหลักฐานชิ้นงานไว้เสมอ ทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใสหากใช้ AI ช่วยเขียนเพลง และคอยติดตามความเคลื่อนไหวของระบบคุ้มครองลิขสิทธิ์สากลอย่างเท่าทัน
  • หลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “นักแต่งเพลงอาชีพ” ทำได้จริง: ปี 2025 MCT สามารถจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ได้สูงสุดในรอบ 30 ปี เป็นเงินรวมกว่า 800 ล้านบาทเพื่อส่งคืนสู่คนทำเพลง พร้อมเปิดเผยข้อมูลรายได้ของนักแต่งเพลงอันดับหนึ่งที่สูงถึง 4 ล้านบาท เพื่อเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่มั่นใจว่า อาชีพนักแต่งเพลงสามารถสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในชีวิตได้จริง

5. AI ในฐานะ “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ “ผู้สร้าง”

วงเสวนา SONGVivor Fight 

โดย บอย - ตรัย ภูมิรัตน, พล - คชภัค ผลธนโชติ, วินัย กิจเจริญจิรานนท์ (WIN[AI]) และดีเจฤทธิ์ - วราฤทธิ์ มังคลานนท์

  • เครื่องมือทุ่นแรงของมนุษย์: แก่นแท้ของการเอาตัวรอดในยุค AI ไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยน AI ให้เป็น “ผู้ช่วย” ในการสำรวจไอเดียและขยายขีดความสามารถของการสร้างสรรค์ผลงาน โดยที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้ควบคุมและใส่จิตวิญญาณลงไปในผลงานอย่างเท่าทัน
  • กลุ่มเสี่ยงดิสรัปต์กลุ่มแรก: เทคโนโลยีนี้อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่ม “คนเรียบเรียงดนตรี” (Arranger) เป็นกลุ่มแรก เพราะกระบวนการทำงานสามารถถูกย่อข้ามขั้นตอนได้ทันที จนสร้างภาวะความไม่ไว้วางใจในการฟังเพลงยุคปัจจุบัน ที่ต้องคอยจับผิดว่าเป็นผลงานของคนจริงหรือไม่
  • วินัยและตัวตนคือทางรอด: ลายเซ็นและเสน่ห์ของความไม่สมบูรณ์แบบคือแก่นแท้ที่เทคโนโลยีแทนที่ไม่ได้ ศิลปินยังคงเปิดกว้างและให้ความร่วมมือหากระบบมีการจัดการสิทธิอย่างถูกต้องโปร่งใส บทสรุปความอยู่รอดจึงไม่ใช่การวิ่งหนี แต่คือการรักษาตัวตนผ่านผลงาน ควบคู่ไปกับการมีวินัยในการทำงานสร้างสรรค์อย่างสม่ำเสมอ

ความรู้จากโปรแกรม Music Lab Masterclass: IP Management ในครั้งนี้ ตอกย้ำว่าในยุคนี้ “ความสามารถในการสร้างสรรค์ต้องเดินควบคู่ไปกับความเข้าใจเรื่องการปกป้องกรรมสิทธิ์” สัญญาใจที่ดีที่สุดคือสัญญาที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่วันแรก และการพาตัวเองเข้าสู่ระบบการดูแลสิทธิที่เป็นมาตรฐานสากล คือวิธีที่จะเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้กลายเป็นรายได้ที่มั่นคงและส่งต่อถึงอนาคตอย่างยั่งยืน


TAGS: #Music