News Update

08.10.2569

CEA ชู “IP-backed Financing” หนุนคอนเทนต์สร้างสรรค์ไทยก้าวสู่เวทีโลก

ภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยต้องเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในฐานะหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เดินหน้าผลักดัน “คอนเทนต์สร้างสรรค์” ให้เป็นหนึ่งในเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน หลังธนาคารโลกมองว่า ตลาดสร้างสรรค์ของไทยมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางการค้าในระยะต่อไป จากการแข่งขันที่เน้นสินค้าเป็นหลัก สู่การผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ บริการดิจิทัล และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ภาค Creative Content & Digital ของไทย ซึ่งครอบคลุมซีรีส์ ภาพยนตร์ สิ่งพิมพ์ เกม แอนิเมชัน ดนตรี และศิลปะการแสดง มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 8.38% ระหว่างปี 2565 – 2567 และตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปีจนถึงปี 2573

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับกลไกทางการเงินสำหรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะ การจัดหาเงินทุนโดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลัก (IP-backed Financing) ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เช่นเดียวกับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ที่ได้พัฒนากลไกดังกล่าวแล้ว

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “CEA อยู่ระหว่างการจัดทำแผนความร่วมมือกับธนาคารโลก เพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP Monetization) และพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อให้ธุรกิจสร้างสรรค์สามารถขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

กรอบการดำเนินงานดังกล่าว ซึ่งจัดทำขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการในการประชุมประจำปีในประเทศไทย ได้กำหนด 3 แนวทางสำคัญ สำหรับ CEA ในการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่ตลาดโลก

ประเทศไทยมีพื้นฐานบางส่วนสำหรับการจัดหาเงินทุนโดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักแล้ว ผ่านคลังทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ เช่น คลังภาพยนตร์ ต้นฉบับเพลง (Music Masters) และคลังผลงานสิ่งพิมพ์ รวมถึงรายการโทรทัศน์ที่เผยแพร่ในหลายประเทศ และแฟรนไชส์เกม ซึ่งสามารถสร้างรายได้จากค่าลิขสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งพื้นฐานที่สามารถนำมาใช้ในการจัดหาเงินทุน ได้แก่ สัญญาการขายล่วงหน้า (Pre-sales) และสัญญาจัดจำหน่าย รวมถึงสัญญาจัดจำหน่ายที่ได้รับการยืนยันจากแพลตฟอร์มสตรีมมิง เช่น Netflix และสัญญาขายล่วงหน้าสำหรับการฉายในต่างประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มความชัดเจนเกี่ยวกับรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม กลไกการจัดหาเงินทุนโดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลัก และกรอบการค้ำประกันแบบสามฝ่าย (Tri-party Trust Framework) ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาในประเทศไทย

ข้อเสนอเชิงนโยบายของธนาคารโลกสำหรับประเทศไทยจึงเรียกร้องให้มีการยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาและระบบการเงิน เพื่อช่วยให้ธุรกิจสร้างสรรค์สามารถคุ้มครองสิทธิ จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ และนำสินทรัพย์ไม่มีตัวตนมาใช้เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการสิทธิร่วม การค้ำประกันสินเชื่อ และการจัดหาเงินทุนเพื่อการลงทุนในโครงการสร้างสรรค์

แตกต่างจากการจัดหาเงินทุนแบบดั้งเดิมที่ใช้สินทรัพย์ที่มีตัวตนเป็นหลักประกัน IP-backed Financing มุ่งนำมูลค่าทางเศรษฐกิจของทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงกระแสรายได้ตามสัญญาที่เกี่ยวข้อง มาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางการเงิน โดยขึ้นอยู่กับประเภทของสิทธิ สัญญา และการประเมินความเสี่ยง สินทรัพย์ดังกล่าวอาจช่วยให้ผู้สร้างสรรค์สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยไม่จำเป็นต้องขายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาออกไปทั้งหมด

ในการจัดงาน Bangkok International Content Market 2026 ที่ผ่านมาโดย CEA มีเม็ดเงินกว่า 146 ล้านบาท ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ผ่านการซื้อผลงานโดยผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งผลงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้วและข้อเสนอโครงการ รวมถึงพล็อตเรื่องและแผนการผลิต

CEA ระบุว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าสำหรับผลงานที่มีกำหนดเผยแพร่ในช่วง 2–5 ปีข้างหน้า อาจมีมูลค่าสูงถึง 1.48 พันล้านบาท

งานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีทั้งบริษัทที่ดำเนินธุรกิจสร้างสรรค์มาอย่างยาวนานและมีคลังทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมาก ตลอดจนผู้สร้างสรรค์อิสระที่มีแนวคิดและผลงานที่ยังไม่ได้เผยแพร่ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนผ่านสัญญาทางธุรกิจที่ชัดเจน

กลุ่มผู้สร้างสรรค์อิสระดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักลงทุนในอุตสาหกรรมบันเทิงไทย เช่น ช่อง one31 และ GDH 559 ขณะที่สัญญาที่ลงนามกับแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Netflix สามารถช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ผลิตในการขอรับเงินทุน เนื่องจากช่วยให้เห็นภาพรายได้ตามสัญญาในอนาคตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ตัวอย่างความสำเร็จที่ผ่านมาได้แก่ ซีรีส์ “ทนายปีศาจ” (Evil Lawyer) ของ Netflix ซึ่งได้รับการบ่มเพาะผ่าน CEA Content Lab และ “คลึง” (Knead) ซึ่ง oneD ORIGINAL และช่อง one31 มองเห็นคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญา จึงตัดสินใจเข้าซื้อสิทธิและลงทุนพัฒนาเป็นซีรีส์พรีเมียมจำนวน 8 ตอน ซึ่งมีกำหนดออกอากาศครั้งแรกในวันที่ 28 กันยายน 2569

ด้วยจำนวนโครงการสร้างสรรค์จากผู้ผลิตอิสระที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นจำนวนมาก การจัดตั้งโครงสร้างความร่วมมือแบบสามฝ่าย (Tri-party Arrangement) ที่มี Completion Bond หรือหลักประกันการดำเนินโครงการจนแล้วเสร็จ อาจช่วยลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุน และสร้างความมั่นใจว่าโครงการจะสามารถผลิตและส่งมอบได้ตามแผน

กลไกดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ผลิตรายเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ขณะที่การประเมินมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญายังคงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ให้กู้

Completion Bond เป็นรูปแบบการค้ำประกันเฉพาะทางระหว่าง 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้ให้กู้ และผู้ค้ำประกันการดำเนินโครงการจนแล้วเสร็จ โดยมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองผู้ให้เงินทุนจากความเสี่ยงที่โครงการอาจไม่สามารถผลิตและส่งมอบได้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ทั้งในด้านระยะเวลา งบประมาณ และข้อกำหนดทางเทคนิค

สำหรับการจัดงาน “CREATIVITY AS CAPITAL: Driving the Next Growth Frontier” ในฐานะ Affiliated Program อย่างเป็นทางการของการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings โดย CEA ร่วมกับ Netflix ในวันที่ 13 ตุลาคม 2569 CEA จะนำเสนอช่อง one31 ในฐานะผู้เล่นรายสำคัญของอุตสาหกรรม โดยคาดว่ารายได้จากการจำหน่ายซีรีส์แนว Boys’ Love (BL) และ Girls’ Love (GL) อาจสูงถึง 4.08 พันล้านบาท พร้อมรายได้เพิ่มเติมจากการให้สิทธิด้านแฟนดอม (Fandom Licensing) และการพัฒนาสินค้าที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเจาะตลาดผู้ซื้อในเอเชียและละตินอเมริกา

ดร. ชาคริต กล่าวว่า “คอนเทนต์ 5 กลุ่ม ซึ่งมีซีรีส์และภาพยนตร์เป็นกลุ่มหลัก เป็นหนึ่งใน 15 กลุ่มย่อยที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการจ้างงาน โดยเฉพาะงานที่ใช้ทักษะระดับกลางและระดับสูง ขณะเดียวกันยังช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งสามารถนำมรดกทางวัฒนธรรมและศักยภาพด้านการผลิตที่มีอยู่เดิมมาต่อยอดได้”

ภายใต้วิสัยทัศน์ระยะยาวของธนาคารโลก ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัล และมุ่งเน้นการส่งออก โดยธุรกิจจะสามารถขยายตัวและสร้างงานที่ต้องใช้ทักษะระดับสูงมากยิ่งขึ้น

โดยรายงานจากธนาคารโลกคาดว่าสัดส่วนของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์หลักต่อมูลค่าเพิ่มรวม (Gross Value Added: GVA) จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2580 จากการเติบโตของอุตสาหกรรมคอนเทนต์และบริการวิชาชีพด้านสร้างสรรค์ที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญาจะได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สร้างสรรค์และภาคธุรกิจสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องจากการให้สิทธิ ค่าลิขสิทธิ์ การบริหารจัดการสิทธิในรูปแบบดิจิทัล และโมเดลทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนา การเงินที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐาน (IP Finance) และการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) รวมถึงการเชื่อมโยงกับตลาดทุนในเอเชียที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
 

Posted in news on ต.ค. 08, 2026