CEA ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร จัดสัมมนา “Generative AI & Music IP Workshop” ตระหนักรู้การคุ้มครองสิทธินักสร้างสรรค์ในยุค Generative AI เสริมแกร่งอุตสาหกรรมเพลงไทยสู่ความยั่งยืน

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP), IFPI Thailand สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย (หรือ TECA) และสหพันธ์อุตสาหกรรมแผ่นเสียงระหว่างประเทศ (IFPI) จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Generative AI & Music IP Workshop” ในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่ห้อง Virtual Media Lab ชั้น 4 ณ TCDC กรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านการใช้เทคโนโลยี AI ควบคู่การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเพลง

การสัมมนาในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับบทบาทและผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) ที่มีต่ออุตสาหกรรมเพลงและสิ่งบันทึกเสียง ตลอดจนส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองสิทธิให้สอดคล้องกับบริบททางเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและอุตสาหกรรมดนตรีร่วมเปิดงาน ได้แก่ นางสาวพริ้วแพร ชุมรุม รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา, ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คุณ Ms. Mira Chatt Regional Director สหพันธ์อุตสาหกรรมแผ่นเสียงระหว่างประเทศ
และคุณสุกฤช สุขสกุลวัฒน์ ประธานกรรมการ IFPI Thailand

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวในพิธีเปิดว่า “เรากำลังอยู่ในยุคที่ Generative AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการสร้างสรรค์ผลงาน และมอบโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่หลากหลาย เป้าหมายของ CEA คือการทำให้มั่นใจว่าในวันที่เทคโนโลยีรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ระบบนิเวศสร้างสรรค์จะยังคงสามารถปรับตัวและเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า เป็นธรรม และเหมาะสมให้แก่ศิลปินและนักสร้างสรรค์ ที่เป็นดั่งหัวใจหลักของอุตสาหกรรม”

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านลิขสิทธิ์ดนตรีระดับโลก ได้แก่ Mr. Ang Kwee Tiang สมาชิกคณะกรรมการบริหาร IFPI Asia และ Senior Vice President for Asia Public Policy, Universal Music Group และ Ms. Mira Chatt จาก IFPI Asi มาร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึก ครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. Copyright in the Digital Era: การคุ้มครองลิขสิทธิ์เพลงท่ามกลางความท้าทายของ AI โดยเน้นย้ำหลักการสำคัญว่า ผลงานที่สร้างขึ้นโดย AI 100% โดยปราศจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ไม่ควรได้รับความคุ้มครองทางลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันแนวคิดการขยายระยะเวลาคุ้มครองลิขสิทธิ์ในประเทศไทยจาก 50 ปี เป็น 70 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและประเทศคู่ค้าหลัก อันจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาวให้แก่ศิลปินและนักสร้างสรรค์

2. TDM & Policy: ประเด็นข้อยกเว้นการใช้ข้อมูล (Text and Data Mining) เพื่อพัฒนา AI โดยวิทยากรเน้นย้ำถึงความสำคัญของการไม่กำหนดข้อยกเว้น TDM เพื่อให้บริษัทผู้พัฒนา AI ต้องขออนุญาตและชำระค่าลิขสิทธิ์ในการนำผลงานไปใช้ฝึกโมเดล ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ให้แก่ศิลปินและนักสร้างสรรค์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีความโปร่งใสในการจัดเก็บและใช้ข้อมูล (Transparency) รวมถึงการระบุป้ายกำกับ (Labeling) สำหรับผลงานที่สร้างโดย AI อย่างชัดเจน

3. CMO Management: แนวทางการบริหารองค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ (Collective Management Organizations: CMOs) อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสนอว่าองค์กรควรดำเนินงานในรูปแบบองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อให้สามารถหักเฉพาะค่าใช้จ่ายตามจริง และส่งต่อรายได้คืนสู่ศิลปินและเจ้าของผลงานให้ได้อย่างสูงสุด นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอว่าแนวทาง Extended Collective Licensing (ECL) หรือการตั้งองค์กรจัดเก็บแบบผูกขาดโดยรัฐ อาจยังไม่เหมาะสมกับบริบทของอุตสาหกรรมดนตรีในประเทศไทย ซึ่งมีองค์กรจัดเก็บโดยภาคเอกชนดำเนินงานอยู่แล้วเป็นจำนวนมาก

การจัดงานในครั้งนี้ นับว่าสะท้อนความมุ่งมั่นของ CEA และเครือข่ายพันธมิตร ในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมเพลงไทยสู่เวทีโลกผ่านการบูรณาการนวัตกรรม AI และมาตรฐานสากล เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในบริบทโลกยุคดิจิทัล
Posted in news on มี.ค. 17, 2026