จับสัญญาณการเติบโตของแอนิเมชันอาเซียน: บทเรียนจาก Jumbo แอนิเมชันอินโดนีเซียที่ทำเงินสูงสุดในภูมิภาค

ปี 2025 อาจไม่ใช่ปีที่น่าตื่นเต้นสำหรับแอนิเมชันไทย แต่เป็นปีทองสำหรับเพื่อนบ้านเราอย่าง “อินโดนีเซีย”
เดิมทีแอนิเมชันไม่ใช่จุดแข็งของอินโดนีเซีย แต่ Jumbo (2025, Ryan Adriandhy) แอนิเมชันจากอินโดนีเซียโดยสตูดิโอ Visinema ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในวงการแอนิเมชันอินโดนีเซีย
หลังใช้เวลากว่า 7 ปีในการพัฒนา Jumbo เข้าฉายในโรงภาพยนตร์และสร้างผลลัพธ์ที่ดีเกินความคาดหมาย ขึ้นแท่นภาพยนตร์แอนิเมชันม้ามืดจากแดนอิเหนาที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในปีนี้ โดยสามารถเอาชนะแอนิเมชันฟอร์มยักษ์อย่าง Frozen 2 (2019, Jennifer Lee, Chris Buck) และ Moana 2 (2024, Dana Ledoux Miller, Jason Hand, David Derrick Jr.) กลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในอินโดนีเซีย และยังทุบสถิติกลายเป็นแอนิเมชันจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำรายได้สูงสุดอีกด้วย
ความคึกคักของโลกแอนิเมชันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอินโดนีเซีย มาเลเซียเองก็ประสบความสำเร็จจากแอนิเมชันเรื่อง Ejen Ali 2 (2025, Muhammad Usamah Zaid Yasin) ที่กวาดรายได้ไปกว่า 425 ล้านบาท และกลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันที่กวาดรายได้สูงที่สุดของประเทศ
ภาพรวมเหล่านี้สะท้อนว่า แอนิเมชันจากเอเชียก้าวพ้นกรอบการเล่าเรื่องสำหรับเด็กที่คาดเดาได้ง่าย ไปสู่เนื้อหาที่ซับซ้อนขึ้นและสะท้อนมิติทางวัฒนธรรมมากขึ้น เทรนด์นี้ถูกพุดถึงอย่างชัดเจนในเวทีเสวนาของ JAFF Market ตลาดภาพยนตร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์ Jogja-NETPAC Asian Film Festival (JAFF) ณ เมืองยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

Photo Credit: https://www.themoviedb.org/movie/1049082-jumbo
ตลาดของแอนิเมชันสำหรับเด็ก ถูกเปิดกว้างอีกครั้ง
เป็นที่ทราบกันดีว่าภาพยนตร์แอนิเมชันใช้เวลาสร้างยาวนาน และต้องใช้เงินลงทุนสูง ทำให้เงินทุนกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ของอุตสาหกรรม มีอา แองเจเลีย ซันโตซา (Mia Angelia Santosa) หัวหน้าฝ่ายบริหารแห่งกลุ่มบริษัท Visinema Group ประเทศอินโดนีเซียกล่าวว่า “ในอินโดนีเซีย การสร้างภาพยนตร์คนแสดงจริงนั้นทำได้ง่ายกว่า และสร้างผลตอบแทนได้เร็วกว่า ขณะที่ภาพยนตร์สยองขวัญก็ยังคงครองพื้นที่บนจอภาพยนตร์มาอย่างต่อเนื่อง”
ความท้าทายของผู้ที่ต้องการทำแอนิเมชันจึงเริ่มตั้งแต่การทำให้คนในอุตสาหกรรมเข้าใจและเห็นโอกาสในศาสตร์ของแอนิเมชัน
“ในช่วงแรก การพูดถึงภาพยนตร์ การลงทุน และการระดมทุนในบริบทของแอนิเมชันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” เธอกล่าว พร้อมอธิบายว่า Visinema ต้องใช้เวลาร่วม 6 ปีในการเรียนรู้และทำความเข้าใจผู้ชมชาวอินโดนีเซียอย่างจริงจัง
จากการสำรวจแนวทางคอนเทนต์ในตลาดอินโดนีเซียพบว่า มีเพียง 0.7% ของคอนเทนต์ในอินโดนีเซียเท่านั้น ที่เหมาะสมสำหรับเด็กและครอบครัว อังเกีย คาริสม่า (Anggia Kharisma) ผู้ร่วมก่อตั้ง Visinema กล่าวว่า “Jumbo คือการทดลองสร้างเนื้อหาทางเลือกใหม่สำหรับเด็กและครอบครัว โดยไม่พยายามจะชี้นำเด็ก ๆ ว่าควรคิดหรือรู้สึกอย่างไร แต่ต้องการเล่าเรื่องที่ช่วยให้พวกเขาเติบโตขึ้นไปพร้อมกับตัวละคร”
“เมื่อคุณสร้างเรื่องราวที่เข้าถึงหัวใจของเด็กได้จริง มันก็จะเข้าถึงหัวใจของพ่อแม่ด้วยเช่นกัน”
Jumbo เล่าเรื่องราวของ ดอน เด็กชายตัวอวบที่ถูกล้อเลียนว่า “จัมโบ้” จนสูญเสียความมั่นใจ ก่อนจะออกผจญภัยร่วมกับ เมรี วิญญาณเด็กหญิงลึกลับ เพื่อตามหาหนังสือภาพเล่มโปรดของพ่อแม่ การเดินทางครั้งนี้ได้พาเขาไปเรียนรู้คุณค่าของมิตรภาพ ความกล้าหาญ และการยอมรับตัวตน ซึ่งเป็นบทเรียนชีวิตอันสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านของช่วงวัยเด็กไปสู่วัยรุ่น และนี่คือทิศทางของเนื้อหาที่แอนิเมชันจากทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียกำลังมุ่งหน้าไป
แอนิเมชันสำหรับเด็ก กับเนื้อหาที่โตขึ้น
อาหมัด อิซฮัม โอมาร์ (Ahmad Izham Omar) จาก Komet Productions ผู้อยู่เบื้องหลังงานสร้างภาพยนตร์ Ejen Ali 2 ได้กล่าวถึงทิศทางของวงการแอนิเมชันมาเลเซียว่า เนื้อหาได้พัฒนาไปสู่กลุ่มผู้ชมวัย 13 ปีขึ้นไป โดยพูดถึงประเด็นการยอมรับตัวตนและการสูญเสีย แทนการจำกัดอยู่เพียงกลุ่มเด็กเล็กอายุไม่เกิน 12 ปีเท่านั้น
“Ejen Ali 2 พัฒนาไปจากต้นฉบับที่เป็นการ์ตูนเรียบง่ายสำหรับเด็ก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในมาเลเซีย เพราะผู้ชมของเรามีความคิดซับซ้อนและมีความคาดหวังมากขึ้น” อาหมัดกล่าวบนเวทีเสวนา
ขณะเดียวกัน เฮร์รี บี. ซาลิม (Harry B. Salim) CEO ของ Visinema กำลังเดินผลักดันอุตสาหกรรมบันเทิงอินโดนีเซียไปสู่การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ระยะยาว พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยชี้ว่า IP ที่ยั่งยืน (evergreen IP) ไม่ใช่เพียงแค่สินค้า แต่คือระบบการเล่าเรื่องที่ช่วยสร้างระบบนิเวศสร้างสรรค์ในระยะยาว

Photo Credit: https://www.themoviedb.org/movie/1049082-jumbo/images/backdrops
ชีพจรใหม่ของแอนิเมชันอาเซียน
ท่ามกลางความสำเร็จของแอนิเมชันระดับโลกอย่าง Zootopia 2 (2025, Jared Bush, Byron Howard), Ne Zha 2 (2025, Yu Yang) หรือ Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba Infinity Castle (2025, Haruo Sotozaki) ต่างทำผลงานได้ดีบนตารางหนังทำเงิน บ่งบอกว่าตลาดของแอนิเมชันยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จในอินโดนีเซียและมาเลเซียจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณสำคัญของก้าวต่อไปในอุตสาหกรรมแอนิเมชันจากภูมิภาคอาเซียน
ย้อนกลับไปในช่วงตั้งไข่ของ Jumbo ผู้กำกับของเรื่องเคยกล่าวไว้ว่า อินโดนีเซียมีศิลปินแอนิเมชันฝีมือระดับสากลอยู่จำนวนมาก แต่ขาดโอกาสในการสร้าง IP ของคนเอง เนื่องจากข้อจำกัดด้านเงินทุน ทำให้ต้องรับจ้างผลิตงานให้ต่างประเทศเป็นหลัก
ในยุคที่ IP กลายเป็นหัวใจของการแข่งขันระดับโลก ความสำเร็จของ Jumbo จึงเป็นมากกว่าภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง แต่คือแรงบันดาลใจให้ผู้สร้างรุ่นใหม่กล้าฝันและลงมือสร้าง และบางที ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจได้เห็นแอนิเมชันจากทั่วทั้งอาเซียนเติบโตขึ้น ด้วยแรงบันดาลใจเดียวกัน
ที่มา: บทความ “JAFF Market: How Storytelling & Social Media Are Driving Asian Animation” โดย Liz Shackleton
บทความ “Asia’s Animation Boom Sharpens as ‘Jumbo,’ Malaysia and Korea Signal a New Era – JAFF Market” โดย Felicia Melody
บทความ “‘Jumbo’ Studio Visinema Pushes IP-First Future for Indonesian Animation at JAFF Market” โดย Felicia Melody
บทความ “‘Jumbo’, Southeast Asia’s Highest-Grossing Animated Film, Wants To Be A “Movement” Not Just A Movie” โดย Sara Merican
เรื่อง: คณิศร สันติไชยกุล
TAGS: #Creative Economy Update