Research & Report

“เมื่อคนรุ่น YouTube เติบโตเป็นผู้ใหญ่” ถอดรหัสผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ที่เขย่าฮอลลีวูด

โดยปกติแล้ว ซัมเมอร์คือฤดูกาลที่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูดจะช่วงชิงรายได้กัน แต่ซัมเมอร์ของปีนี้ไม่ใช่แบบนั้น ภาพยนตร์สองเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในฤดูร้อนปีนี้ กลับมาจากฝีมือของคนทำหนังที่ไม่เคยมีผลงานฉายในโรงภาพยนตร์มาก่อน

Backrooms (2026, Kane Parsons) ภาพยนตร์สยองขวัญที่มีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องเล่าสยองขวัญในตำนานบนเว็บบอร์ด 4chan และใช้ทุนสร้างเพียงประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ แต่กลับเปิดตัวด้วยรายได้ถล่มทลายถึง 81 ล้านดอลลาร์ และขึ้นแท่นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงที่สุดของค่ายผู้จัดจำหน่าย A24 ไปเป็นที่เรียบร้อย

ขณะเดียวกัน Obsession (2026, Curry Barker) ภาพยนตร์สยองขวัญที่สร้างด้วยทุนสร้างเพียง 750,000 ดอลลาร์ ก็ทำรายได้ในสัปดาห์ที่สามที่เข้าฉายไปถึง 26.4 ล้านดอลลาร์ ซึ่งพุ่งทะยานขึ้นจากสุดสัปดาห์ก่อนหน้าถึง 10% (นับเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกนับตั้งแต่ E.T. the Extra-Terrestrial (1982, Steven Spielberg) ที่กราฟรายได้เพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่สองและสามของการเข้าฉาย) และกวาดรายรับรวมในประเทศทะลุ 100 ล้านดอลลาร์

จากตัวเลขเหล่านี้ สิ่งที่น่าทึ่งคือ ส่วนต่างระหว่างเงินที่ลงทุนไป กับเงินที่ทำกำไรได้ในแต่ละกรณี เทียบเคียงกับ 2 ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่เข้าฉายช่วงเดียวกัน มีรายงานว่า ทุนสร้างของ The Mandalorian and Grogu (2026, Jon Favreau) อยู่ที่ 165 ล้านดอลลาร์ ส่วนทุนสร้างของ Masters of the Universe (2026, Travis Knight) อยู่ที่ 200 ล้านดอลลาร์ และเมื่อนำค่าใช้จ่ายด้านการตลาดมารวมคำนวณด้วยแล้ว ภาพยนตร์เหล่านี้จำเป็นต้องทำเงินให้ได้ระหว่าง 300 ถึง 400 ล้านดอลลาร์ เพียงเพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุนเท่านั้น

หรือฮอลลีวูดกำลังเจอกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ราวกับแผ่นดินไหว ซึ่งได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมภาพยนตร์

"พวกเรารู้อยู่แล้วว่าภาพยนตร์สยองขวัญฟอร์มเล็กกำลังมาแรง แต่เราไม่คิดเลยว่าจะแรงได้ถึงขนาดนี้” เจฟฟ์ บ็อก (Jeff Bock) นักวิเคราะห์จากบริษัท Exhibitor Relations กล่าวกับสำนักข่าว Variety “ตอนนี้มันถึงขั้นขึ้นมาเบียดสู้กับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ช่วงซัมเมอร์ได้แล้วจริง ๆ"

Photo Credit: https://www.flickr.com/photos/196236885@N06/52264668887

เมื่อคนรุ่น YouTube เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

เคอร์รี่ บาร์กเกอร์ (Curry Barker) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Obsession มีอายุเพียง 26 ปีเท่านั้น ในขณะที่ เคน พาร์ซันส์ (Kane Parsons) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Backrooms พึ่งจะมีอายุครบ 21 ปีเต็มเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าเขาเป็นเพียงวัยรุ่นคนหนึ่งเท่านั้นในระหว่างที่กำลังถ่ายทำภาพยนตร์เดบิวต์ของตัวเอง

จุดร่วมของทั้งสองคนคือการเติบโตมาจากโลกของ YouTube พวกเขาต่างเรียนรู้วิชาและทักษะการทำภาพยนตร์จากการสร้างสรรค์คลิปสั้นบนแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยให้พวกเขาฝึกฝนการถ่ายทำและตัดต่อหนัง ได้รับคำติชมโดยตรง และสร้างฐานแฟนคลับของตัวเองขึ้นมา โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้โดยที่พวกเขาไม่ต้องไปยื่นใบสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนสอนภาพยนตร์เลยด้วยซ้ำ 

เคนเริ่มทำซีรีส์ออนไลน์เรื่อง Backrooms ตอนที่เขาอายุเพียง 16 ปี และตอนแรกของซีรีส์นี้ก็มียอดเข้าชมจนถึงปัจจุบันสูงถึง 87 ล้านครั้ง (ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง) ด้านเคอร์รี่ ก็คล้ายคลึงกัน ในปี 2023 ภาพยนตร์สยองขวัญขนาดสั้นของเขาเรื่อง The Chair ได้กลายเป็นกระแสไวรัลโด่งดังบน YouTube โดยมียอดเข้าชมถึง 5.5 ล้านครั้ง จนไปสะดุดตาและได้เซ็นสัญญากับค่าย Tea Shop Productions ซึ่งเป็นที่ที่เขาได้นำเสนอโปรเจกต์ภาพยนตร์เรื่อง Obsession

“‘คนรุ่นยูทูบ’ (YouTube generation) ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วจริง ๆ พวกเขาเติบโตมากับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ของตัวเองโดยไม่ต้องใช้เงินทุน แต่อาศัยการรีดเค้นความคิดสร้างสรรค์ออกมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งจิตวิญญาณข้อนี้เองที่ได้ช่วยบ่มเพาะคนทำหนังและนักเล่าเรื่องหน้าใหม่กลุ่มนี้ขึ้นมา” เจมส์ วาน (James Wan) ผู้ร่วมอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Backrooms กล่าวกับ Variety

คอหนังสยองขวัญคงรู้จักเจมส์ วาน เป็นอย่างดี ชายผู้อยู่เบื้องหลังแฟรนไชส์หนังดังอย่าง “Saw”, “Insidious”, “The Conjuring” และ “M3GAN” และเขากำลังตื่นเต้นกับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับแพลตฟอร์ม YouTube

“ในทุก ๆ ยุคสมัย เรามักจะเห็นคนรุ่นใหม่ลงมือถ่ายทำและทดลองสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นกันอยู่เสมอ แต่ข้อได้เปรียบครั้งใหญ่ที่คนรุ่นนี้มีก็คือ เทคโนโลยีที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มอย่าง YouTube ที่พวกเขาสามารถอัปโหลดผลงานและได้รับคำติชมจากผู้ชมในทันที สิ่งนี้ทำให้พวกเขาสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ว่าอะไรที่ทำแล้วได้ผลและอะไรที่ไม่ได้ผล ซึ่งช่วยให้พวกเขาขัดเกลาฝีมือได้อย่างก้าวกระโดด และแพลตฟอร์มอย่าง YouTube ก็เปรียบเสมือนเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกที่เปิดโอกาสให้ทุกคนทั่วโลกได้เข้าชมหนังสั้นหรือคอนเทนต์ของพวกเขาได้ในทันที" เจมส์กล่าว

ภาพยนตร์เรื่อง Backrooms ไม่ได้มีแค่เจมส์ วาน อยู่เบื้องหลังเท่านั้น แต่ยังมีรุ่นใหญ่แห่งวงการภาพยนตร์ระทึกขวัญอีกคนมาร่วมทัพด้วย นั่นคือ เจสัน บลัม (Jason Blum) ผู้ซึ่งเคยส่งภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง “Paranormal Activity” กวาดรายได้ไปเกือบ 200 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้างเพียง 15,000 ดอลลาร์ ขึ้นแท่นกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำกำไรได้สูงที่สุดตลอดกาล

“บน YouTube ถ้าคุณทำให้คนดูเบื่อแค่ไม่กี่วินาที พวกเขาก็กดปิดหนีไปทันที ดังนั้น ครีเอเตอร์กลุ่มนี้จึงพัฒนาสัญชาตญาณที่เฉียบคมในการตรึงคนดูให้อยู่หมัด และกว่าที่พวกเขาจะได้ก้าวเข้ามาร่วมงานกับเรา สัญชาตญาณข้อนั้นก็ถูกฝังรากลึกจนกลายเป็นเนื้อตัวของพวกเขาไปเรียบร้อยแล้ว”

ด้าน YouTube เองก็เข้าใจจุดแข็งนี้ของตัวเองเป็นอย่างดี “เราไม่ใช่สตูดิโอแบบดั้งเดิม เราไม่ปิดกั้นโอกาส เราไม่ได้ให้เงินทุน และเราไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทางปัญญา ดังนั้น ตัวครีเอเตอร์เองจึงเป็นผู้ควบคุมทิศทางทั้งหมด ซึ่งนั่นให้ความรู้สึกที่เป็นอิสระอย่างมากสำหรับคนทำหนังที่เคยอยู่ในฮอลลีวูดและเคยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากผู้มีอำนาจคัดกรองในระบบเก่า" คิม ลาร์สัน (Kim Larson) หัวหน้าฝ่ายครีเอเตอร์และเกมมิ่งของ YouTube กล่าว

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/person-watching-movie-AtPWnYNDJnM

ไม่ใช่แค่ผู้กำกับที่เป็นคลื่นลูกใหม่ ผู้ชมก็เช่นเดียวกัน

สิ่งสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่เรื่องความอ่อนวัยของผู้สร้างเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มผู้ชมรุ่นใหม่อีกด้วย ตัวอย่างเช่นแฟรนไชส์ Star Wars นั้นอยู่มาตั้งแต่ปี 1977 ในขณะที่ Masters of the Universe เป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญาที่เคยพีคและมีมูลค่าสูงสุดในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ดังนั้น ภาพยนตร์จากทั้งสองแฟรนไชส์นี้จึงมุ่งเป้าไปที่กลุ่มแฟนคลับวัยกลางคนที่ถวิลหาอดีต และนั่นอาจเป็นสาเหตุหลักของขาลงของบล็อกบัสเตอร์ในปัจจุบัน

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผลสำรวจจาก Fandango ระบุว่า มีกลุ่ม Gen Z ถึง 87% และกลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) 82% ที่ได้เข้าชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์อย่างน้อยหนึ่งเรื่องในช่วงปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับกลุ่ม Gen X ที่มีเพียง 70% และกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomers) ที่มีเพียง 58% นอกจากนี้ กลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียลยังเข้าโรงภาพยนตร์บ่อยกว่าคนรุ่นก่อน ๆ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7 ครั้งต่อปี เทียบกับ Gen X ที่เข้าชม 6.1 ครั้ง และเบบี้บูมเมอร์ที่ 5.7 ครั้ง

นั่นหมายความว่า แฟรนไชส์อย่าง Star Wars และ Masters of the Universe ไม่ได้มีฐานคนดูจำนวนมหาศาลที่พร้อมจะซื้อตั๋วขนาดนั้นอีกต่อไปแล้ว ในทางกลับกัน กลุ่มคนดูภาพยนตร์รุ่นใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นต่างหาก ที่ถูกปลุกเร้าและพร้อมใจกันตบเท้าเข้าโรงเพื่อสนับสนุนภาพยนตร์อย่าง Backrooms และ Obsession

อีกข้อได้เปรียบของผู้สร้างที่มาจากแพลตฟอร์มออนไลน์คือการมีฐานแฟนคลับที่พร้อมตีตั๋วมาชมผลงานตั้งแต่วันแรกที่เข้าโรง “มีคนดูหนังกลุ่มใหญ่ทั้งเจเนอเรชันที่เติบโตมาพร้อมกับผลงานของพวกเขา ซึ่งคนกลุ่มนี้มีรสนิยมที่เฉพาะเจาะจงมากกับภาพยนตร์สยองขวัญประเภทที่อาจจะดูฉีกแนวออกไปจากขนบหนังกระแสหลัก ดังนั้น เมื่อคนทำหนังเหล่านี้ก้าวข้ามมาทำภาพยนตร์ฉายโรง กลุ่มคนดูที่เคยค้นพบพวกเขาบนโลกออนไลน์ก็พร้อมใจกันตามมาสนับสนุนในโรงภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน” เจสันกล่าว

บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Brighter Path ประเมินว่า เฉพาะฐานแฟนคลับจากช่อง Kane Pixels (ช่อง YouTube ของเคน พาร์ซันส์) เพียงอย่างเดียว ก็คิดเป็นสัดส่วนถึง 22% ของความต้องการซื้อตั๋วในช่วงสุดสัปดาห์เปิดตัว ซึ่งถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้

“เคนยังเด็กและใหม่มาก ทำให้เขาไม่ถูกตีกรอบโดยระบบพาณิชย์ ไม่ต้องกังวลตัวเลขรายได้หรือสูตรสำเร็จของสตูดิโอ เขามุ่งเน้นเพียงความสดใหม่และจิตวิญญาณของหนังเพื่อแฟน ๆ นั่นคือเหตุผลที่ผู้ชมสนับสนุนเขาอย่างล้นหลาม” เจมส์กล่าว

เจสันเสริมว่า หนังสยองขวัญเป็นทางลัดให้คนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียชัดเจนแจ้งเกิดได้โดยไม่ต้องใช้ทุนสูง ซึ่ง YouTube ช่วยให้การทำหนังเท่าเทียมขึ้น เพียงมีกล้องและอินเทอร์เน็ต เด็กคนหนึ่งก็สร้างฐานคนดูของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสตูดิโอ

และความร้อนแรงของทั้งสองคนนี้ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่าย ๆ ผลงานชิ้นต่อไปของเคอร์รี่คือการนั่งแท่นผู้กำกับภาพยนตร์สยองขวัญเหนือธรรมชาติเรื่อง “Anything But Ghosts” ให้กับเจสัน บลัม ตามด้วยภาพยนตร์ “Texas Chainsaw Massacre” (สิงหาสับ) ภาคใหม่ ให้กับค่าย A24 ส่วนเคนเองก็กำลังแง้มถึงความเป็นไปได้ในการทำภาคต่อของ Backrooms 

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/silhouette-of-3-people-watching-show-on-tv-h5cFbbecEuY

แนวโน้มภาพยนตร์ที่จับกลุ่มคนรุ่นใหม่อาจเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักข่าวจาก BBC มองว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ได้เห็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แบบเดิม ๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของปี 2026 นี้ ย่อมต้องมีชื่อของ Spider-Man: Brand New Day และ Toy Story 5 รวมถึงภาคต่อและงานรีเมกจากแฟรนไชส์ดังเรื่องอื่น ๆ รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน 

“ฮอลลีวูดเป็นพวกกลัวความเสี่ยงและเน้นตั้งรับ” เจเรมี เคย์ (Jeremy Kay) บรรณาธิการฝั่งสหรัฐฯ จาก Screen International กล่าวกับ BBC “และในขณะที่สตูดิโอต่าง ๆ กำลังฉวยโอกาสไล่ล่าหาคอนเทนต์หรือครีเอเตอร์ที่มีฐานแฟนคลับขนาดใหญ่จาก YouTube และโลกอินเทอร์เน็ต แต่โดยภาพรวมแล้ว สตูดิโอยักษ์ใหญ่ก็ยังคงจะเกาะติดอยู่กับภาพยนตร์ทำเงินฟอร์มยักษ์ของพวกเขาเป็นหลัก

เจเรมีกล่าวต่อว่า แต่สตูดิโอเหล่านี้จะไม่สามารถทึกทักเอาเองได้อีกต่อไปว่า ภาพยนตร์ประเภทนี้จะดึงดูดผู้คนนับล้านให้ยอมควักเงินซื้อตั๋วและถังป๊อปคอร์นลายลิมิเต็ดได้เหมือนเดิม และพวกเขาก็ไม่อาจมองข้ามความเป็นไปได้ที่ว่า ภาพยนตร์ที่ตั้งเป้าจะเป็นบล็อกบัสเตอร์บางเรื่อง อาจจะโดนคว่ำแชมป์ด้วยภาพยนตร์ฟอร์มเล็กกว่า ที่สร้างโดยผู้กำกับรุ่นใหม่เพื่อคนดูรุ่นใหม่

สำหรับอนาคต เจเรมีคาดการณ์ว่า เราจะได้เห็นการให้ความสำคัญกับภาพยนตร์ที่จับกลุ่มคนดูที่อายุน้อยลง เพื่อเอาใจคอหนังกลุ่ม Gen Z โดยเฉพาะจากสตูดิโอฮอลลีวูดรุ่นใหม่ที่คล่องตัวสูงอย่าง A24, Focus Features และ Neon

ที่มา: บทความ “Backrooms and Obsession: How two low-budget horror films caused a Hollywood earthquake” โดย Nicholas Barber
บทความ “YouTube already had a place in Hollywood. The success of Backrooms and Obsession proves it's undeniable” โดย Sarah Taher
บทความ “Why YouTubers Are Turning Hollywood Upside Down” โดย Marlow Stern

เรื่อง: คณิศร สันติไชยกุล


TAGS: #Creative Economy Update