สำรวจ 3 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย จากรายงานล่าสุดของธนาคารโลก

ในเดือนตุลาคมนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings ที่เปรียบเสมือนเป็น “โอลิมปิกด้านการเงินการคลัง” (Olympic of Finance) การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย แต่ยังเป็นประตูแห่งโอกาสที่ผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุนระดับโลกจะได้สำรวจขุมกำลังทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย
ท่ามกลางความท้าทายทางโครงสร้างที่เติบโตช้าลงหลังวิกฤตทางสังคมและเศรษฐกิจ ธนาคารโลกได้ส่งมอบเข็มทิศเศรษฐกิจฉบับใหม่ผ่านรายงาน “Building Thailand’s Future Today” ซึ่งระบุชัดเจนว่า “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” (Creative Industries) คือ 1 ใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับทักษะ นวัตกรรม และขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในทศวรรษหน้า

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/people-walking-on-street-during-daytime-56xpL9-x2A4
ภูมิทัศน์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย : เมื่อความคิดสร้างสรรค์มี "ตัวคูณทางเศรษฐกิจ" ที่ทรงพลัง
รายงานของธนาคารโลกได้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่งจนสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
- มูลค่าทางเศรษฐกิจ: ปัจจุบัน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์แกนหลัก (Core Creative Industries) เช่น คอนเทนต์ ดีไซน์ โฆษณา สถาปัตยกรรม และซอฟต์แวร์ มีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มมวลรวม (Gross Value Added: GVA) สูงถึง 4.6% ในขณะที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภาพรวมมีมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 10.8% ของ GVA ประเทศ
- "ค่าตัวคูณทางเศรษฐกิจ" (Output Multiplier): อุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีค่าตัวคูณสูงโดดเด่นกว่าภาคบริการแบบดั้งเดิม ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีค่าตัวคูณผลผลิตสูงถึง 2.4 - 2.5 เท่า นั่นหมายความว่า ทุก ๆ 1 บาทที่ภาครัฐหรือเอกชนลงทุนไปในกองถ่ายทำภาพยนตร์และงานโปรดักชัน จะสามารถสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมข้างเคียงได้สูงถึง 2.4 - 2.5 บาท
รูปธรรมของตัวคูณทางเศรษฐกิจที่เด่นชัดสังเกตได้จากผลลัพธ์จากการลงทุนของ Netflix ในประเทศไทย จากรายงาน Netflix in Thailand: Supporting the Future of Local Storytelling เมื่อปีที่แล้วระบุว่า การลงทุนในประเทศไทยสูงถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ระหว่างปี 2021-2024) ของ Netflix ได้สร้างการจ้างงานแก่บุคลากรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยกว่า 13,500 ตำแหน่ง และส่งต่อคอนเทนต์ไทยสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกไปแล้วกว่า 750 ล้านชั่วโมง
การลงทุนระลอกใหญ่ไม่เพียงแต่ปลุกชีวิตของเรื่องเล่าจากประเทศไทยออกสู่สายตาชาวโลก ดังจะเห็นได้จากภาพยนตร์และซีรีส์จากไทยที่ทะยานติดอันดับยอดผู้ชมสูงสุดบนแพลตฟอร์มเรื่องแล้วเรื่องเล่า แต่มูลค่าตัวคูณยังได้ชุบชีวิตเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านปรากฏการณ์ "From Screen to Scene" หรือการท่องเที่ยวตามรอยหน้าจอ เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไปยังจุดหมายปลายทางที่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ตัวอย่างเช่นซีรีส์ สืบสันดาน ได้ช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังโรงแรม Chateau De Khaoyai จังหวัดนครราชสีมา ขณะที่ สาธุ จุดกระแสความสนใจในท้องถิ่นให้ไปตามรอยตัวละครที่วัดสำปะซิว จังหวัดสุพรรณบุรี

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/colorful-woven-hats-hang-from-bamboo-poles-outdoors-PuPhWH7pUf8
ศักยภาพการส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ของไทย : จาก “กระจุกตัว” สู่ “กระจายโอกาส”
แม้การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ของไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2002 เป็น 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 แต่ธนาคารโลกตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างการส่งออกของไทยยังกระจุกตัวอยู่กับสินค้าหลักอย่างกลุ่มเครื่องประดับ ที่มีมูลค่าส่งออกถึง 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 คิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ทั้งหมดของไทย
อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของสินค้าสร้างสรรค์จากไทยไม่ได้มีแค่ความโดดเด่นจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มเครื่องประดับเพียงกลุ่มเดียว แต่เรายังมีความโดดเด่นที่พร้อมแข่งขันในตลาดโลก ได่แก่
- งานหัตถกรรมและการออกแบบ แบรนด์อย่าง Jim Thompson ที่ยกระดับผ้าไหมไทยและงานหัตถกรรมสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ หรือPIPATCHARA แบรนด์แฟชั่นไทยที่ชูจุดเด่นด้านความยั่งยืนจนเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ
- คอนเทนต์สร้างสรรค์ ภาพยนตร์เรื่อง หลานม่า (How to Make Millions Before Grandma Dies) สามารถทำรายได้ทั่วโลกประมาณ 73.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 สร้างประวัติศาสตร์เป็นภาพยนตร์ภาษาไทยที่ทำรายได้ทั่วโลกสูงสุด
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนประเด็นสำคัญที่ธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่า ไทยมีทั้งความคิดสร้างสรรค์ งานฝีมือ การออกแบบ และคอนเทนต์ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ แต่ความท้าทายคือการขยายศักยภาพเหล่านี้ให้เติบโตได้ในวงกว้างมากขึ้น เปลี่ยนจากการพึ่งพาสินค้าส่งออกเพียงไม่กี่ประเภท ไปสู่ความหลากหลายทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างแบรนด์ ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และเพิ่มมูลค่าให้กับผลงานได้จริง

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/person-working-in-craft-workshop-ynoeLXsi8C4
เศรษฐกิจสร้างสรรค์โต แต่ทำไมอัตราการจ้างงานยังต่ำ?
ธนาคารโลกชี้ว่า แม้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่กลับมีสัดส่วนการจ้างงานเพียง 1.9% สะท้อนว่าไทยยังมีโอกาสอีกมหาศาลในการเปลี่ยนศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์นี้ให้กลายเป็นการจ้างงานคุณภาพในวงกว้าง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมคอนเทนต์และบริการสร้างสรรค์ เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี วิดีโอเกม การโฆษณา และการวิจัยและพัฒนา
ธนาคารโลกได้คาดการณ์ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยไว้สองกรณีโดยอ้างอิงจากโมเดลของ 2 ประเทศได้แก่เกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา
กรณีของเกาหลีใต้ แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมคอนเทนต์ เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์ และวิดีโอเกม สามารถช่วยเพิ่มทั้งรายได้จากการส่งออกและการจ้างงานได้ ธนาคารโลกประเมินว่า หากไทยสามารถยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ให้มีศักยภาพใกล้เคียงเกาหลีใต้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยอาจเพิ่มสัดส่วนเป็น 5.6% ของ GVA และคิดเป็น 8.7% ของการจ้างงานทั้งหมดภายในปี 2040
ขณะที่สหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของบริการวิชาชีพสร้างสรรค์ เช่น ซอฟต์แวร์ การวิจัยและพัฒนา การโฆษณา และการวิจัยตลาด หากไทยสามารถพัฒนาบริการกลุ่มนี้ให้มีศักยภาพใกล้เคียงสหรัฐฯ เศรษฐกิจสร้างสรรค์อาจเพิ่มสัดส่วนเป็น 6.1% ของ GVA และคิดเป็น 12.1% ของการจ้างงานทั้งหมดภายในปี 2040
ทั้งนี้ การเติบโตควรเกิดขึ้นควบคู่กับการยกระดับคุณภาพงาน เพราะปัจจุบัน แรงงานสร้างสรรค์จำนวนมากยังเป็นฟรีแลนซ์ อยู่ในธุรกิจขนาดเล็ก ทำงานเป็นโครงการ หรืออยู่นอกระบบ ดังนั้น การพัฒนาทักษะและสร้างมาตรฐานวิชาชีพ รวมถึงช่องทางให้ผู้ประกอบการรายเล็กและครีเอเตอร์อิสระเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ จึงเป็นอีกโจทย์สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/street-art-mural-on-a-building-with-a-cyclist-4XbSjweKJc0
3 ข้อเสนอเชิงนโยบาย : สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการ "เติบโตและขยายตัว"
จากศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย ธนาคารโลกเสนอว่า โจทย์สำคัญต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์ผลงานให้มากขึ้น แต่คือการสร้างระบบที่ช่วยให้ธุรกิจและผู้ประกอบการสามารถ “เติบโตและขยายตัว” ได้จริง โดยมีข้อเสนอสำคัญ 3 ด้าน
- IP Finance : เปลี่ยน IP เป็นทุน เปลี่ยนผ่านจากการให้เงินทุนสนับสนุนเป็นรายโครงการ (Project-based) ซึ่งสร้างความต่อเนื่องได้ยาก ไปสู่การจัดหาแหล่งเงินทุนทางเลือกและการให้สินเชื่อที่ใช้ "ทรัพย์สินทางปัญญาค้ำประกัน" (Intangible-asset-backed financing) โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินและกองทุนร่วมทุน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์สามารถนำลิขสิทธิ์ ผลงานเขียน คอนเทนต์ หรือสิทธิ์ใน IP มาแปลงเป็นทุนเพื่อขยายธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
- IP Monetization : จัดการและสร้างรายได้จากลิขสิทธิ์ เพิ่มความเข้มแข็งในการคุ้มครองและจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์อย่างเป็นธรรม โดยการใช้เทคโนโลยี Digital Rights Management (DRM) เพื่อจัดการและติดตามสิทธิ การเสริมบทบาทขององค์กรบริหารจัดการสิทธิในการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี Blockchain และ Smart Contract เพื่อช่วยให้การให้สิทธิและจ่ายค่าตอบแทนเป็นระบบ โปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ ควรจัดตั้งศูนย์บริการแบบจุดเดียว (One-stop Service) ที่ช่วยผู้สร้างสรรค์จัดการเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาได้ทั้งในไทยและต่างประเทศ
- Micro-credentials : พัฒนาและรับรองทักษะวิชาชีพ ดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมมีบทบาทในการออกแบบหลักสูตรและการฝึกอบรมให้ตรงกับความต้งการของตลาดมากขึ้น เช่น โครงการ CEA Content Lab หรือ Reel Life Camp ของ Netflix ที่มุ่งพัฒนาทักษะเฉพาะทางด้านโปรดักชันภาพยนตร์ เพื่อให้คนทำงานมีทั้งทักษะด้านวิชาชีพและความเข้าใจด้านธุรกิจ พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น
โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นให้เกิด "การสร้างผลงาน" แต่คือการสร้าง "ระบบนิเวศ" ที่ช่วยขยายกำลังการผลิต ขยายการมองเห็น ด้วยระบบที่ช่วยให้ธุรกิจและคนทำงานสามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ ตั้งแต่การเข้าถึงเงินทุนและการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ค้ำประกัน การพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเปิดทางให้ธุรกิจไทยเข้าถึงผู้ซื้อ ตลาด และโอกาสในต่างประเทศได้มากขึ้น เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เชื่อมต่อกันอย่างเป็นองค์รวม ความคิดสร้างสรรค์จะไม่หยุดอยู่เพียงการสร้างผลงาน แต่สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจที่เติบโต รายได้ที่เพิ่มขึ้น และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นได้อย่างแท้จริง
ที่มา : รายงาน “World Bank 2026. Building Thailand’s Future Today” โดย World Bank
รายงาน “Netflix in Thailand: Supporting the Future of Local Storytelling” โดย Netflix
TAGS: #Creative Economy Update