Northern Literary Lands: เมื่อวรรณกรรมลบเลือนเส้นพรมแดน และเปลี่ยนพื้นที่ชายแดนให้กลายเป็นจุดหมายระดับโลก

แม้ว่าปรากฏการณ์ Brexit จะทำให้เส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์และพรมแดนระหว่างไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์กลับมาขึงขังอีกครั้งบนหน้าประวัติศาสตร์การเมือง แต่ในมิติของ "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" วัฒนธรรมและจิตวิญญาณของผู้คนกลับเป็นสิ่งที่ไม่มีเส้นแบ่งใดกั้นกลางได้
นี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการที่ชื่อ Northern Literary Lands ภายใต้ความคิดริเริ่มของกลุ่ม Arts Over Borders ซึ่งนำโดย ฌอน โดรัน (Seán Doran) และคู่หูของเขา เลียม บราวน์ (Liam Browne) ผู้ล่วงลับ ที่ต้องการใช้ “วรรณกรรม” เป็นเครื่องมือในการประสานวัฒนธรรม และเปลี่ยนพื้นที่ชายแดนที่เคยคุกรุ่นด้วยความขัดแย้งในอดีต ให้กลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง
เป็นที่รู้กันดีว่า ดินแดนแถบนี้เต็มไปด้วยนักเขียนระดับโลกมากมาย นับตั้งแต่ เจมส์ จอยซ์ (James Joyce), ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde), ไอริส เมอร์ด็อก (Iris Murdoch) มาสู่ยุคร่วมสมัยในปัจจุบันอย่าง แซลลี่ รูนีย์ (Sally Rooney), คอล์ม โทบีน (Colm Tóibín), แอนน์ เอนไรต์ (Anne Enright) เป็นต้น
“มันมีความลื่นไหลทางสังคมและวัฒนธรรมบริเวณพรมแดนไอร์แลนด์มาโดยตลอด” เลียมกล่าว “เราไม่ได้ต้องการจะเฉลิมฉลองตัวเส้นพรมแดนโดยตรง แต่เราต้องการเชิดชูวิธีที่ผู้คนซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดชายแดนเหล่านี้ ปฏิเสธที่จะยอมให้เส้นพรมแดนมาปิดกั้นการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์ของพวกเขา”

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/man-and-woman-standing-on-green-grass-field-near-body-of-water-during-daytime-Pp3aah1ewyU
ยกระดับเส้นทางท่องเที่ยวด้วยวรรณกรรม
ในเชิงการท่องเที่ยว ไอร์แลนด์ได้สร้างโมเดลเส้นทางการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จระดับโลกมาแล้วอย่าง เส้นทาง Wild Atlantic Way เส้นทางเลียบชายฝั่งที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (ประมาณ 2,500 กม.) ทอดตัวยาวตลอดชายฝั่งตะวันตกของไอร์แลนด์ และเส้นทางสายมรดกฝั่งตะวันออกที่ชื่อ Ancient East
แต่ระหว่างสองเส้นทางนั้น ยังมี “พื้นที่ตรงกลาง” ที่นักเดินทางจำนวนไม่น้อยมองข้าม
Northern Literary Lands จึงไม่ได้พยายามสร้างสิ่งใหม่จากศูนย์ หากแต่เป็นการ “เปิดแผนที่อีกแบบหนึ่ง” ให้กับพื้นที่เดิม
ฌอนกล่าวกับหนังสือพิมพ์ The Irish Times ว่า “เราหวังว่าจะได้เห็น Northern Literary Lands ถูกยอมรับโดยการท่องเที่ยวทั้งสองฝั่ง ทั้ง Tourism NI (ไอร์แลนด์เหนือ) และ Fáilte Ireland (สาธารณรัฐไอร์แลนด์) ในฐานะโครงการริเริ่มร่วมกัน และก้าวขึ้นมามีความสำคัญทัดเทียมกับสิ่งที่เส้นทาง Wild Atlantic Way และ Ancient East ได้สร้างไว้ให้กับพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของตน”
สำหรับพื้นที่ในโครงการนี้ครอบคลุม 11 เคาน์ตี (County) ชายแดน โดยทอดตัวยาวตั้งแต่ชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือแถบมหาสมุทรแอตแลนติกบนเส้นทาง The Wild Atlantic Way ตั้งแต่ Derry, Donegal และ Sligo เข้าสู่พื้นที่บริเวณใจที่กลางที่ถูกมองข้ามอย่าง Tyrone, Fermanagh, Leitrim, Cavan และ Armagh ไปจนถึงพื้นที่ของเส้นทาง Ancient East ใน Monaghan, Louth และ County Down
ทั้ง 11 จังหวัดนี้มีความผูกพันอย่างถาวรกับเหล่านักเขียนชื่อก้องโลกผู้มีผลงานโดดเด่นมามากมาย ซึ่งรวมถึงเจ้าของรางวัลโนเบลถึง 3 ท่าน ได้แก่ ดับบลิว. บี. ยีทส์ (W.B. Yeats) ผู้ได้รับอิทธิพลจากวัยเด็กในเคาน์ตี Sligo, ซามูเอล เบ็คเค็ทท์ (Samuel Beckett) ผู้ใช้ชีวิตวัยเรียนในเมือง Enniskillen เคาน์ตี Fermanagh และ เชมุส ฮีนีย์ (Seamus Heaney) ผู้เกิดและเติบโตในเคาน์ตี Derry
ฌอนหวังว่าการปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้กับเส้นพรมแดนระยะทาง 310 ไมล์ ซึ่งเคยระอุไปด้วยความขัดแย้งจากยุค The Troubles (ช่วงเวลาแห่งความรุนแรงและการสู้รบทางการเมืองในไอร์แลนด์เหนือที่กินเวลากว่า 30 ปี ระหว่างปลายทศวรรษที่ 1960 - 1998) และผลกระทบจาก Brexit จะช่วยกระตุ้นให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ตระหนักถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่มีร่วมกัน และช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามายังหมู่บ้านและเมืองต่าง ๆ ที่อยู่นอกเส้นทางท่องเที่ยวปกติ

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/white-lighthouse-on-hill-during-black-clouds-3Ub-gXhLE6Y
9 เส้นทางแสวงบุญทางวรรณกรรม
Arts Over Borders ได้สร้างสรรค์ "9 เส้นทางสายวรรณกรรม" ขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคภายใต้โครงการนี้ เพื่อเป็นเส้นทางแนะนำสำหรับนักเดินทางที่มีความหลงใหลในตัวนักเขียนหรือประเภทวรรณกรรมเฉพาะทาง โดยแต่ละเส้นทางสามารถเดินทางตามรอยได้ครบถ้วนภายในหนึ่งวัน พร้อมจุดแวะพักที่น่าสนใจตลอดเส้นทาง ตัวอย่างเช่น
- Nobel Way ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของเคาน์ตี Sligo, Fermanagh และ Derry ซึ่งมีความผูกพันกับ 3 นักเขียนไอริชเจ้าของรางวัลโนเบล
- Poetic Way จะพาคุณเข้าสู่พื้นที่ในเคาน์ตี Monaghan, Tyrone และ Derry ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดและแรงบันดาลใจของกวีอย่าง แพทริก คาวานาห์ (Patrick Kavanagh), พอล มัลดูน (Paul Muldoon), จอห์น มอนตากิว (John Montague) และ ทอม พอลิน (Tom Paulin)
- Wilde Romantic Way ประกอบด้วยเส้นทางเดินเท้าผ่านเมือง Enniskillen ในเคาน์ตี Fermanagh ซึ่งเป็นเมืองที่ออสการ์ ไวลด์ เคยเข้าเรียนในโรงเรียนประจำ และเป็นเมืองที่เขานำมาใช้เป็นฉากหลังในนิทานสำหรับเด็กเรื่อง The Happy Prince
- Spiritual Way ครอบคลุมไปถึงศิลปะบนก้อนหินสมัยยุคหินใหม่ของ Newgrange, ประติมากรรมหินอันเป็นเอกลักษณ์ของ Monasterboice, เทือกเขา Mourne ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ตำนาน The Chronicles of Narnia ของ ซี.เอส. ลูวิส (C.S. Lewis)
“เรานำเสนอเส้นทางเหล่านี้เพื่อให้ผู้คนได้เลือกและออกเดินทางในแบบของตัวเอง” ฌอนกล่าว “ทั้ง 9 เส้นทางนี้จะตัดสลับข้ามไปมา และคุณสามารถเที่ยวให้จบได้ในวันเดียว มันเป็นวิธีที่จะฉายภาพให้เห็นว่าเราจะ 'เชื่อมโยงจุดต่าง ๆ' เข้าด้วยกันได้อย่างไร” ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดทั้ง 9 เส้นทางได้ ที่นี่

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/brown-brick-building-under-white-clouds-during-daytime-cP47j7VUbHQ
สู่เป้าหมาย "ภูมิภาคแห่งวรรณกรรม" แห่งแรกของโลก
ความล้ำหน้าของโครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การท่องเที่ยว แต่คือการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย (Policy Advocacy) ปัจจุบัน ฌอนซึ่งเคยเป็นผู้เขียนร่วมของหนังสือคู่มือท่องเที่ยวไอร์แลนด์ชื่อ Rough Guide to Ireland ในช่วงทศวรรษ 1980 กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำหนังสือคู่มือเล่มใหม่สำหรับเส้นทางสายวรรณกรรมนี้โดยเฉพาะ ซึ่งนอกเหนือจากแผนที่รวบรวมเหล่านักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตแล้ว จะมีแผนที่ที่รวบรวมนักเขียนร่วมสมัยไว้ด้วย
นอกจากนี้ UNESCO ยังให้การรับรอง “เมืองแห่งวรรณกรรม” (Cities of Literature) ทั้งหมด 63 แห่งทั่วโลก ซึ่งรวมถึงเมืองอย่าง อาบูจา, ดับลิน, เอดินบะระ, นอริช และแทนเจียร์ โดยทาง Arts Over Borders เตรียมที่จะยื่นคำร้องต่อหน่วยงานของสหประชาชาติ เพื่อให้มีการจัดตั้งหมวดหมู่ระดับภูมิภาคแบบใหม่ (Regional Category) โดยหวังที่จะเริ่มนำร่องที่บริเวณพรมแดนไอร์แลนด์เป็นแห่งแรกของโลก
การขยับตัวเหล่านี้สะท้อนความพยายามของผู้ขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมในการฟื้นคุณค่าของพื้นที่ชนบทที่มักถูกมองข้าม ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวที่เน้นเมืองใหญ่และชายฝั่ง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชนชนบทที่เคยถูกละเลย แต่ยังช่วยสร้าง "ความหมายใหม่" ให้กับพื้นที่ และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
ดังที่เลียม บราวน์ เคยกล่าวไว้ว่า พื้นที่ชนบทเหล่านี้มักถูกละเลยโดยธรรมชาติของการพัฒนา แต่โครงการลักษณะนี้คือการ “เพิ่มน้ำหนักลงบนตาชั่งอีกด้านหนึ่ง” เพื่อคืนสมดุลให้กับภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม
ที่มา : บทความ “Plan to turn Irish borderlands into Unesco ‘region of literature’” โดย Rory Carroll
บทความ “Forget the Wild Atlantic Way: here are the Northern Literary Lands” โดย Fionola Meredith
เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล
TAGS: #Creative Landscape