เมื่อ Eurovision เลือกเอเชีย: โอกาสของเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือแค่กระแสชั่วคราว
เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา Eurovision Song Contest เวทีประกวดเพลงระดับนานาชาติที่ดำเนินมายาวนานที่สุดในโลก ได้ประกาศบุกเอเชียเป็นครั้งแรก โดยมี “กรุงเทพมหานคร” ได้รับเลือกเป็นสถานที่จัดการประกวดในรอบสุดท้ายซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายนนี้
การประกาศจัด “Eurovision Song Contest Asia” นับเป็นพัฒนาการสำคัญของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมร่วมสมัยในระดับภูมิภาค ที่ไม่เพียงสะท้อนอิทธิพลของเวทีระดับโลกแห่งนี้ แต่ยังเกิดขึ้นในจังหวะที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

Photo Credit: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Eurovision_2011_stage.jpg#/media/File:Eurovision_2011_stage.jpg
ความพยายามครั้งใหม่ในการขยายฐานสู่เอเชีย
Eurovision Song Contest ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1956 โดยสหภาพการแพร่สัญญาณวิทยุและโทรทัศน์แห่งยุโรป (European Broadcasting Union, EBU) ด้วยรูปแบบการแข่งขันที่ชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ กล่าวคือ แต่ละประเทศจะส่งตัวแทนเข้าประกวดด้วยเพลงต้นฉบับ และเปิดให้ผู้ชมจากประเทศต่าง ๆ ร่วมลงคะแนนเพื่อคัดเลือกผู้ชนะ ซึ่งจะได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันในปีถัดไป
รูปแบบดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าเจ็ดทศวรรษ โดยแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงในหลักการสำคัญ (เว้นแต่กรณีข้อยกเว้นในปี 2023 ที่ประเทศยูเครนได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพ แต่ไม่สามารถจัดงานได้เนื่องจากสถานการณ์สงคราม จึงต้องย้ายสถานที่จัดไปยังสหราชอาณาจักรแทน)
และเมื่อเวลาล่วงเลยมาถึง 70 ปี EBU ก็ได้แสดงความพยายามครั้งใหม่ในการขยายฐานผู้ชมมาสู่ทวีปเอเชีย
“ในขณะที่เรากำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีของ Eurovision Song Contest การได้เปิดบทใหม่ร่วมกับเอเชีย ซึ่งเป็นซึ่งเป็นภูมิภาคที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และพรสวรรค์ ถือเป็นสิ่งที่มีความหมายอย่างยิ่ง นี่คือการพัฒนา Eurovision Song Contest ไปพร้อมกับเอเชีย สร้างสิ่งใหม่ที่สะท้อนเสียง อัตลักษณ์ และความมุ่งมั่นของภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ที่ทำให้การประกวดนี้มีความพิเศษเสมอมา” มาร์ติน กรีน (Martin Green) ผู้อำนวยการ Eurovision Song Contest กล่าว
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Eurovision Song Contest พยายามขยายตัวออกไปนอกภูมิภาคหลักของตนเอง ย้อนกลับไปในปี 2022 มีการจัด American Song Contest ซึ่งรวบรวมตัวแทนจากทั้ง 50 รัฐของสหรัฐอเมริกา แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรด้วยยอดผู้ชมที่ต่ำ ประกอบกับในขณะนั้นโลกกำลังเผชิญวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 จึงไม่ได้รับการต่อยอดจัดในปีต่อมา
สำหรับภูมิภาคเอเชียเอง ก่อนหน้านี้ทาง EBU เคยประกาศแผนจัดการประกวดเวอร์ชันเอเชียมาแล้วตั้งแต่ปี 2008 แต่แผนดังกล่าวก็ถูกพับไปในที่สุด
การกลับมาอีกครั้งในปี 2026 จึงอาจมองได้ว่าเป็น “จังหวะใหม่” ที่สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรมบันเทิงโลกพอดี ในยุคที่เอเชียกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางสำคัญ ทั้งในด้านการผลิต ศิลปิน และการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากค่ายเพลงระดับนานาชาติ

Photo Credit: https://unsplash.com/photos/rcv2G4P2Sco
แล้วเอเชียจะได้อะไรจากเวทีประกวดระดับโลกครั้งนี้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า Eurovision Song Contest มาถึงเอเชียได้อย่างไร แต่คือเวทีนี้จะ “สร้างมูลค่า” อะไรให้ภูมิภาคนี้ต่างหาก
Oxford Economics ได้วิเคราะห์ถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของการเป็นเจ้าภาพ โดยยกตัวอย่างเมืองลิเวอร์พูลในปี 2023 พบว่า ระหว่างการจัดการประกวด เมืองลิเวอร์พูลมียอดการจองห้องพักโรงแรมสูงที่สุดในรอบหนึ่งเดือนนับตั้งแต่ปี 2018
ผลสำรวจจากสภาเมืองลิเวอร์พูลเปิดเผยว่า มีผู้เดินทางมายังใจกลางเมืองกว่า 306,000 คนเพื่อเข้าร่วมงาน ซึ่งส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 54.8 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่สภาเมืองเคยคาดการณ์ไว้มาก (เดิมคาดว่าจะมีผู้เข้าชมเพียง 100,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 25 ล้านปอนด์)
ถัดจากลิเวอร์พูล มาดูการคาดการณ์มูลค่าทางเศรษฐกิจของการแข่งขันสายหลักในปีนี้อย่าง “กรุงเวียนนา” กันบ้าง สถาบันวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ EcoAustria ประเมินว่านักท่องเที่ยวจะใช้จ่ายรวมประมาณ 21 ล้านยูโรระหว่างการแข่งขัน ซึ่งจะก่อให้เกิดเงินสะพัดทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 57 ล้านยูโร
ตัวชี้วัดที่น่าสนใจจากรายงานฉบับนี้คือ “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” (Economic Multiplier) ที่ชัดเจน โดยทุก ๆ 1 ยูโรของการลงทุน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ราว 1.7 ยูโร นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานเพิ่มเติมหลายร้อยตำแหน่ง และสร้างมูลค่าทางสื่อ (PR Value) จากการประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลกสูงถึงประมาณ 730 ล้านยูโร
นอกเหนือจากตัวเลขทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมี ผลประโยชน์ที่ประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ (Intangible Benefits) เช่น การยกระดับภาพลักษณ์ของเมืองเจ้าภาพ การนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ การขับร้องด้วยภาษาท้องถิ่น และการประยุกต์ใช้เครื่องดนตรีพื้นเมือง สิ่งเหล่านีั้ไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่ยังช่วยเพิ่มการรับรู้และความเข้าใจทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศได้อย่างทรงพลังอีกด้วย
แม้ Eurovision จะพยายามวางตัวเป็นเวทีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ในทางปฏิบัติ บริบททางการเมืองก็มักจะสะท้อนผ่านระบบการโหวตของผู้ชมเสมอ ตัวอย่างเช่นชัยชนะของยูเครนในปี 2022 ที่ไม่ได้สะท้อนเพียงความสามารถทางศิลปะ แต่ยังแสดงถึงจุดยืนและทัศนคติของชาวยุโรปในวงกว้าง ณ ขณะนั้น
ในมิติที่กว้างขึ้น Eurovision Song Contest จึงไม่ใช่เพียงอีเวนต์ชั่วคราว แต่เป็น “แพลตฟอร์มข้ามชาติ” ที่เชื่อมโยงผู้ชม ศิลปิน และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จากหลายประเทศเข้าไว้ด้วยกัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงกระจายไปตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่การผลิตคอนเทนต์ เทคโนโลยีการถ่ายทอดสด ไปจนถึงภาคการท่องเที่ยวและบริการ

Photo Credit: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Korea_KPOP_World_Festival_53.jpg#/media/File:Korea_KPOP_World_Festival_53.jpg
บททดสอบของเอเชียบนเวทีวัฒนธรรม
ผู้จัดได้กล่าวในแถลงการณ์เปิดตัวเวทีเอเชียว่า ตลอดระยะเวลากว่าเจ็ดทศวรรษ Eurovision Song Contest เชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่านดนตรี การเล่าเรื่อง และการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ โดยเข้าถึงผู้ชมหลายร้อยล้านคนในแต่ละปี
เมื่อรูปแบบรายการถูกนำมาปรับให้เติบโตไปพร้อมกับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีประชากรรวมกันมากกว่า 600 ล้านคน และในปัจจุบันยังไม่มีเวทีระดับภูมิภาคใดที่เทียบเคียงสเกลนี้ได้ รายการนี้จึงมีแนวโน้มจะกลายเป็นหนึ่งในมหกรรมความบันเทิงที่ถูกพูดถึงมากที่สุดแห่งปี โดยถึงขณะนี้มี 10 ประเทศที่ตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันแล้ว ได้แก่ เกาหลีใต้, ไทย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, บังกลาเทศ, กัมพูชา, เนปาล, ลาว และ ภูฏาน (และยังมีอีกหลายประเทศที่อยู่ระหว่างการยืนยัน)
ท้ายที่สุด แม้ผลกระทบและมูลค่าทางเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มเป็นไปในทางบวก แต่รายงานการศึกษาผลกระทบทางวัฒนธรรมของ Eurovision Song Contest ซึ่งจัดทำโดย British Council เมื่อปี 2024 ได้เตือนถึงผลกระทบในแง่ลบเช่นเดียวกันว่า หากกรุงเทพฯ หรือเอเชียหวังพึ่งพาเพียงกระแสจากการจัดงานชั่วคราว โดยปราศจากการลงทุนในโครงการทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ผลประโยชน์ทางภาพลักษณ์และเศรษฐกิจก็จะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นการที่ Eurovision Song Contest บุกเอเชีย จึงไม่ใช่เพียงแค่การจัดการประกวดร้องเพลงสเกลยักษ์ แต่คือ “บททดสอบสำคัญ” ของเอเชียและไทย ในการใช้เครื่องมือทางวัฒนธรรมเพื่อแสดงศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลกอย่างแท้จริงและยั่งยืน
ที่มา: บทความ “‘A place where music fills the air’: Bangkok to host Eurovision’s first Asia song contest” โดย Philip Oltermann
บทความ “Eurovision Song Contest is expanding with an Asian edition later this year” โดย Jintamas Saksornchai
บทความ “Eurovision Song Contest launches first-ever Asia edition” โดย Koh Ewe
บทความ “Eurovision Song Contest Asia 2026 ปักหมุดกรุงเทพฯ มหกรรมดนตรีระดับโลก” จาก ข่าวสดออนไลน์
บทความ “Vienna 2026: Events and estimated economic impact revealed for 70th Eurovision Song Contest” จาก eurovision.com
บทความ “Eurovision: Does the winner take it all?” โดย Jessie Smith
บทความ “Eurovision Song Contest gave Liverpool £55m 'shot in the arm', mayor says” โดย Ian Youngs
บทความ “Bangkok to Host First-Ever Eurovision Song Contest Asia in 2026” จาก ebu.ch
รายงาน “Soft power, cultural relations and conflict through Eurovision and other mega-events: a literature review” โดย British Council
เรื่อง: คณิศร สันติไชยกุล
TAGS: #Creative Economy Update