Research & Report

เจาะลึก 4 แรงกระแทกปี 2026: เมื่อ “ความคิดสร้างสรรค์” คือเครื่องจักรตัวใหม่ที่จะพาไทยออกจากหล่มเศรษฐกิจ

ตลอดปีที่ผ่านมา โลกของเราเผชิญวิกฤติรุมเร้าจากทุกทิศทาง ทั้งการปะทุขึ้นอย่างกระจัดกระจายของสงครามระหว่างประเทศ การชักเย่อของมหาอำนาจผ่านสงครามภาษี รวมทั้งการมาถึงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่ภาคส่วนยังตั้งรับและปรับตัวได้ไม่ทัน 

ปี 2025 ผ่านไปอย่างทุลักทุเล เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 อนาคตกลับยิ่งคลุมเครือมากกว่าเดิม สิ่งที่พอมองเห็นได้มีเพียงประกายแสงริบหรี่ที่ปลายขอบฟ้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

4 แรงกระแทกที่ต้องเตรียมรับมือในปี 2026

บนเวที CEA Forum 2026 งานประจำปีของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) คุณไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการสำนักงานฯ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Creative Nation & Global Outlook 2026” เพื่อฉายภาพบริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลง พร้อมชี้ให้เห็น “4 แรงกระแทก” สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเตรียมรับมือ

แรงกระแทกที่หนึ่งคือแรงกระแทกทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามระหว่างประเทศและสงครามภาษี ซึ่งสะท้อนถึงกติกาโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและยากต่อการคาดเดา

ตามมาด้วยปัญหาจากภาวะโลกรวนที่พัฒนาจากภัยพิบัติในอดีต มาเป็นรูปแบบผลกระทบที่เห็นได้ชัดในชีวิตประจำวัน 

ถัดมาคือเรื่องเศรษฐกิจไทยเองที่ติดหล่มกับดักประเทศรายได้ปานกลางมาอย่างยาวนาน ทำงานหนัก แต่คุณภาพชีวิตของผู้คนกลับไม่พัฒนาไปพร้อมกัน

และแรงกระแทกสุดท้าย หนีไม่พ้นการมาถึงของ AI ที่มาในอัตราเร่งจนการพัฒนาคนหรือการเตรียมสังคมของเราจะเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีหรือไม่ ยังเป็นคำถามใหญ่

“คำถามจึงเกิดขึ้นว่า เราจะแก้ปัญหาทั้ง 4 เรื่องนี้ได้อย่างไร สำหรับผม สิ่งที่ทำได้คือการตั้งคำถามกลับว่า รูปแบบเศรษฐกิจแบบใดที่สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดนี้ได้พร้อมกัน และคำตอบของผมคือ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’” — คุณไชยยง รัตนอังกูร

Creative Economy คือระบบ Operating System ของไทยที่ต้องอัปเดต

เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หลายคนอาจนึกถึงงานออกแบบ งานคราฟต์ หรือเทศกาลต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่เศรษฐกิจสร้างสรรค์แท้จริงพาสังคมไปได้ไกลกว่านั้น ในทัศนะของคุณไชยยง เศรษฐกิจสร้างสรรค์เปรียบเสมือน “ระบบปฏิบัติการ” (Operating System) ของสังคม ซึ่งจะต้องอัปเดตให้เท่าทันกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ไม่ต่างจากระบบ OS ในสมาร์ตโฟนที่ใช้กันในปัจจุบัน

“สำหรับผมแล้ว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็น 'ระบบปฏิบัติการของเศรษฐกิจใหม่' ที่มีบทบาทในการแปลง 'สินทรัพย์' ให้กลายเป็น 'ทุน' ผ่านกระบวนการที่ใช้ 'ความคิดสร้างสรรค์' และ 'ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม' เพื่อสร้าง 'ความหมาย' ใหม่ โดยทุกองค์ประกอบนี้จะทำงานร่วมกันและเชื่อมโยงข้ามภาคธุรกิจ” 

ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยพึ่งพาระบบปฏิบัติการทางเศรษฐกิจแบบเดิมที่แข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกและต้นทุนการผลิต แต่ระบบ OS ทางเศรษฐกิจใหม่นี้จะเข้ามาสร้างส่วนต่าง (Margin) ให้กับระบบเศรษฐกิจไทย ผ่านกระบวนการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มความหมายและมูลค่า สร้างระบบ OS ที่แรงกระแทกเข้าไปมีอิทธิพลต่อมันได้น้อย

คุณไชยยงกล่าวว่า “Creative economy คือเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าจากความหมาย อัตลักษณ์ ประสบการณ์ และความไว้วางใจ จนเกิดส่วนต่างของมูลค่า (margin) ที่ทำให้เราไม่ต้องแข่งขันด้วยต้นทุนหรือปริมาณ แต่แข่งขันด้วยคุณค่าและรสนิยมทางปัญญา” 

เมื่อลงใจกับแนวทางการสร้างรูปแบบทางเศรษฐกิจใหม่นี้ คุณไชยยงได้ทิ้งท้ายถึงทัศนคติที่ต้องเปลี่ยน เพื่อสอดรับกับแนวทางของระบบปฏิบัติการใหม่ ได้แก่ การเปลี่ยนทัศนคติจากการส่งออกที่ผลิตเชิงปริมาณไปสู่การส่งออกที่ผลิตความหมายและคุณค่า ตัวอย่างเช่น เปลี่ยนจากส่งออก “อาหาร” เป็นการส่งออก “ศาสตร์แห่งการกินดื่ม” ซึ่งผสานภูมิปัญญา วัฒนธรรม และประสบการณ์เข้าด้วยกัน

ประเด็นสุดท้ายคือการกระจายความกระจุกของเมือง ไปสู่การพัฒนาคนและค้นหาผู้มีพรสวรรค์ในเมืองรอง สิ่งนี้จะสามารถช่วยเพิ่มความหมายที่ลึกซึ้งและหลากหลายมากกว่าการรวมศูนย์อยู่แค่ส่วนกลาง

“ผมเชื่อมั่นว่า เมื่อเรามีระบบปฏิบัติการที่ดี ความคิดสร้างสรรค์จะไม่หยุดนิ่ง และจะกระจายออกไป สร้างสรรค์มูลค่าเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศได้อย่างต่อเนื่อง” คุณไชยยงกล่าวทิ้งท้าย

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ : วันที่ไม่ใช่ “ทางเลือก” อีกต่อไป

ด้านดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้กล่าวถึงหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทางเลือกของประเทศอีกต่อไป หากคือโอกาสสำคัญที่จะนำไทยเข้าสู่จอเรดาร์โลก

หากพิจารณาตัวเลขในภาพรวมของโลก มูลค่ารวมของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (GVA) ทั่วโลกสูงถึง 71.9 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 3.1% ของ GDP โลก และมีมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการสร้างสรรค์ทั่วโลกอยู่ที่ 65.6 ล้านล้านบาท

สำหรับประเทศไทยนั้น GVA อยู่ที่ 1.44 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8.01% ของ GDP ประเทศ และมีกองทัพนักสร้างสรรค์เกือบ 1 ล้านคนทั่วประเทศ ที่น่าสนใจคือ สัดส่วนมูลค่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยต่อ GDP ประเทศอยู่ที่ 4.26% ซึ่งนับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 3.1% ตัวเลขนี้บ่งชี้ศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สามารถใช้เป็นหัวจักรใหม่สำหรับประเทศที่ไม่ได้มีต้นทุนด้านการผลิตสูงเทียบเท่ามหาอำนาจ

นอกจากตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจดังที่กล่าวมา “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทยที่น่าลงทุนโดยการวิจัยจาก World Bank อีกด้วย 

ทั้งหมดนี้จึงเป็นหลักฐานที่รอวันพิสูจน์ว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” กำลังจะขึ้นแท่นเป็นเครื่องจักรตัวใหม่ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

ที่มา: ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Creative Nation & Global Outlook 2026” โดย คุณไชยยง รัตนอังกูร ภายในงาน CEA Forum 2026
บรรยาย “Creative Economy Strategic Direction 2026” โดย ดร. ชาคริต พิชญางกูร ภายในงาน CEA Forum 2026
เรื่อง: คณิศร สันติไชยกุล


TAGS: #Creative Economy Update