Research & Report

“ยิ่งรัฐทำตัวให้เล็กลง ความสร้างสรรค์ของเมืองจะยิ่งเพิ่มขึ้น” ถอดบทเรียนเมืองสร้างสรรค์ จากเสียงของผู้ขับเคลื่อนเมืองทั่วไทย

คำว่า “เมืองสร้างสรรค์” กลายเป็นคำที่ได้ยินกันหนาหูมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่คำถามสำคัญคือ เมืองสร้างสรรค์วัดจากอะไร? และจะทำอย่างไรให้ “คน” กับ “เมือง” เติบโตไปพร้อมกันได้จริง

บนเวที CEA Forum 2026 ช่วงเสวนา “Creative Nation 2026: เราจะสร้างอนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปด้วยกันอย่างไร?” ในมิติของเมืองสร้างสรรค์ ได้รับเกียรติจาก คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, คุณรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ และ รศ.ดร.พีรดร แก้วลาย จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงการพัฒนาเมืองที่เริ่มจาก “การเปิดพื้นที่” ให้ผู้คนและชุมชนมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

มาตรวัดของเมืองสร้างสรรค์ : วัดจาก “ความร่วมมือ” ไม่ใช่คำสั่ง

คุณศานนท์มองว่า ความสร้างสรรค์ในมุมของราชการคือการ "Activate" หรือการเปิดโอกาสให้คนในเมืองเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด ยิ่งรัฐทำตัวให้เล็กลงและปล่อยให้ภาคประชาชนได้ลงมือทำมากขึ้น ความสร้างสรรค์ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น 

“ความสร้างสรรค์ของเมืองวัดจากความร่วมไม้ร่วมมือในเมืองมากกว่า ถ้ายิ่งมีความร่วมมือในเมืองเยอะ เมืองก็จะยิ่งสร้างสรรค์” คุณศานนท์กล่าว

ขณะที่ฝั่งภูมิภาค คุณรัฐวิทย์ ตัวแทนผู้ขับเคลื่อนเมืองศรีสะเกษได้นิยามเมืองสร้างสรรค์ของตัวเองว่า คือเมืองที่สามารถ "ถ่ายทอดตัวตนของผู้คน" ผ่านการนำต้นทุนหรือสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิมมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนจากกรณีของจังหวัดศรีสะเกษ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการเปลี่ยน “ภาพจำเมืองยากจน” ด้วยการชูอัตลักษณ์ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ทุเรียนภูเขาไฟ หรือเสียงดนตรีของคนอีสาน จนทำให้เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้เริ่มถูกมองเห็นบนแผนที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

กลยุทธ์การขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์: ทำให้เมือง “เข้าถึงง่าย เป็นมิตร และน่าใช้งาน”

การจะดึงให้คนออกมาทำกิจกรรมร่วมกับเมืองได้นั้น ต้องทำให้การสื่อสารระหว่างคนกับเมืองเป็นไปด้วยความเป็นมิตร ลดความยุ่งยากในการเข้าถึง ตัวอย่างเช่นโมเดลของกทม. ที่ได้ปรับเปลี่ยนระบบราชการผ่าน 3 กลไกหลัก เพื่อลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชน

1. การสื่อสารและอัตลักษณ์เมือง (City Identity): การทำ Brand Identity ของเมือง เช่น ฟอนต์, สี, โลโก้ เพื่อให้ประชาชนจดจำและเข้าถึงภาครัฐได้ง่ายขึ้น ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์

2. พื้นที่สาธารณะที่มีชีวิต: เปลี่ยนสวนสาธารณะและพื้นที่ว่างให้เป็นพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ ตั้งแต่สตรีทอาร์ต, ฝาท่อลายศิลปะ เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันของคนกับเมือง

3. การแก้ Pain Point ด้วยเทคโนโลยี: ลดขั้นตอนราชการที่ซับซ้อนผ่านระบบ One Stop Service เช่น การขอใช้พื้นที่สาธารณะ ที่จากเดิมใช้เวลา 3-4 เดือน เหลือเพียงการติดต่อผ่านจุดเดียว เปิดทางให้กิจกรรมสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น

คุณรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ

เมืองเล็กก็ไปได้ หากสร้าง “ระบบนิเวศ” ให้ความคิดสร้างสรรค์

ในกรณีของศรีสะเกษก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กันกับเมืองใหญ่ เพราะศรีสะเกษพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้เมืองจะไม่ได้มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าดึงดูด ไม่มีสนามบิน แต่สามารถเติบโตได้ดีด้วยการนำความคิดสร้างสรรค์มาเพิ่มความหมายและคุณค่าให้กับสินทรัพย์และภูมิปัญญาดั้งเดิม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดนตรีและภาพยนตร์ที่มี “ไทบ้าน” เป็นรูปธรรมของความสำเร็จ

“เมื่อก่อนเรายิงบั้งไฟแล้วมันก็ตก จบ ทุกคนแยกย้ายกลับบ้าน แต่วันนี้ สิ่งที่เราทำคือเรากำลังสร้างระบบนิเวศให้อีสานเป็นเหมือนดาวเทียม ที่ยิงขึ้นไปแล้วไม่ตก แต่มันโคจรได้ คอยให้ความช่วยเหลือแก่คนในอุตสาหกรรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้” คุณรัฐวิทย์กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่ระดับสากล ผ่านเทศกาลระดับนานาชาติ เช่น การประกวดวงโยธวาทิตโลก ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในพื้นที่ว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถขับเคลื่อนเมืองได้จริงแม้ในยามวิกฤตการสู้รบ

รศ.ดร.พีรดร แก้วลาย จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จากเมืองสู่ประเทศ: Creative Nation ต้องมี “Political Will”

สอดคล้องกับความเห็นของรศ. ดร. พีรดร ที่ว่า การสร้างระบบนิเวศทางความคิดสร้างสรรค์นั้นสำคัญ และต้องมาพร้อมกับ “เจตจำนงทางการเมือง” (Political Will) ที่แข็งแรง โดยเมื่อกวาดตามองดูเมืองรองต่าง ๆ ในประเทศไทยจะเริ่มเห็นตัวอย่างมากขึ้นเรื่อย ๆ กับการที่จังหวัดเล็ก ๆ หยิบจับสินทรัพย์ของตัวเองขึ้นมาชูความโดดเด่น

“10 ปีที่ผ่านมา นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ได้เกิดผลเป็นรูปธรรม เรามีเมืองสร้างสรรค์ทั้งหมด 9 เมืองเรามีย่านสร้างสรรค์กว่า 35 ย่าน แล้วที่น่าสนใจก็คือ เรายังมีกลไกที่จะทำให้ต้นทุนของย่านสร้างสรรค์ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับนักสร้างสรรค์ท้องถิ่น” 

ไม่เพียงแค่นั้น รศ. ดร.พีรดร ยังกล่าวถึงทิศทางที่ดีของหน่วยงานรัฐที่สร้างเครือข่ายร่วมกันอย่างแข็งแรงมากขึ้นกว่าในอดีต สังเกตได้จากการที่หน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานเริ่มหันมาพูดเรื่องความคิดสร้างสรรค์กันมากยิ่งขึ้น โจทย์ตอนนี้จึงอยู่ที่ว่า “เราจะสามารถสอดประสาน (synchronize) ทำให้องคาพยพทั้งหมดที่มี เคลื่อนไปด้วยกันได้อย่างไร นี่คืออนาคตของประเทศ ที่จะทำให้เห็นว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถขับเคลื่อนประเทศได้จริง” 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อมุ่งสู่ "Creative Nation"

  • รัฐควรเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ผู้ควบคุม
    เปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จเป็นความสุขและความสะดวกของประชาชนที่เข้ามาใช้พื้นที่และจัดกิจกรรม
  • เอกชนนำ ราชการหนุน
    พร้อมสร้างความต่อเนื่องของนโยบาย ไม่ผูกติดกับตัวบุคคลหรือการเปลี่ยนผู้บริหาร
  • ใช้การออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ในงานภาครัฐมากขึ้น
    ตั้งแต่บริการสาธารณะไปจนถึงขั้นตอนราชการ เพื่อลดความซับซ้อนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ที่มา: เสวนา “Creative Nation 2026: เราจะสร้างอนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปด้วยกันอย่างไร?” ภายในงาน CEA Forum 2026
เรื่อง: คณิศร สันติไชยกุล


TAGS: #Creative Economy Update