เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยยุคไร้พรมแดน: ปลุกพลัง High Value IP ดนตรี–ภาพยนตร์ไทย สู่ตลาดโลก

หนึ่งในเทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั่วโลก คือการผลักดัน “ต้นทุนทางวัฒนธรรม” ให้กลายเป็น ทรัพย์สินทางปัญญามูลค่าสูง (High Value IP) ที่สามารถต่อยอด สร้างรายได้ และเติบโตได้ในระยะยาว สำหรับประเทศไทย ทั้งอุตสาหกรรมดนตรีและภาพยนตร์กำลังเร่งปรับตัวเพื่อไล่ทันคลื่นนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อแข่งขันในประเทศ แต่เพื่อยืนระยะในตลาดสากลล
บนเวทีเสวนา “Creative Nation 2026: เราจะสร้างอนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปด้วยกันอย่างไร?” ภายในงาน CEA Forum 2026 ผู้เชี่ยวชาญและคนในอุตสาหกรรมได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยในมิติของ “คน–ธุรกิจ–เทคโนโลยี” โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ คุณชญาภัช แสงทับทิม ผู้จัดการสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย (TECA), คุณพลกฤต ศรีสมุทร ผู้ร่วมก่อตั้ง YUPP! ENTERTAINMENT, คุณกัลป์ กัลย์จาฤก กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ คุณ Xiaokun Gao, Country Manager, Tencent Thailand ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่อนาคต
วิวัฒนาการอุตสาหกรรมเพลงไทย: จากงานโปรเจ็กต์ สู่ทรัพย์สินระยะยาว
อุตสาหกรรมเพลงไทยได้ผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญจากการถูกคุกคามโดยการละเมิดลิขสิทธิ์ในยุคซีดีเพลงมาสู่ยุคดิจิทัลสตรีมมิง ซึ่งช่วยลดปัญหาแผ่นผีและขยายฐานผู้ฟังได้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่การสร้างผลงานให้เสร็จเป็นรายโปรเจ็กต์ แต่คือการสร้างและต่อรองถึงส่วนแบ่งที่เป็นธรรมและการมองผลงานเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งนี่คือประเด็นที่คุณชญาภัชมองว่า บุคลากรทางด้านดนตรีในประเทศไทยยังขาดองค์ความรู้ในเรื่องเหล่านี้
คุณชญาภัชกล่าวว่า ประเทศญี่ปุ่นมียอดขายเพลงสูงที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลก เนื่องจากคนในอุตสาหกรรมเขา เรียนรู้เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่ในระบบการศึกษา “ดังนั้นสิ่งที่จะภาครัฐควรสนับสนุนคือการให้องค์ความรู้ทั้งในเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญา การเจรจาต่อรองสัญญา การคุ้มครองและการจัดเก็บลิขสิทธิ์ที่เข้มแข็ง”

คุณชญาภัช แสงทับทิม ผู้จัดการสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย (TECA)
AI กับบทบาท ‘เครื่องมือขยายโอกาส’ สู่ตลาดโลก
ในปี 2026 ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมใหม่ แต่กลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คุณ Xiaokun Gao จาก Tencent Thailand มองว่า ประโยชน์ของ AI คือการเป็น “เครื่องมือขยายการเติบโต” ให้แก่วงการสร้างสรรค์ ทั้งในแง่ของการช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้นและลดต้นทุน ทำให้ครีเอเตอร์รายย่อยเข้าถึงการผลิตงานคุณภาพระดับพรีเมียมได้ง่ายขึ้น และยังช่วยทลายกำแพงภาษาผ่านการแปลซับไตเติลและการพากย์เสียง (AI Dubbing) ส่งผลให้คอนเทนต์ไทยสามารถกระจายออกไปคนดูทั่วโลกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

คุณ Xiaokun Gao, Country Manager, Tencent Thailand
Borderless Mindset: คิดคอนเทนต์ให้ไกลกว่า “คนดูในประเทศ”
เมื่อภาษาไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป วิธีคิดของการสร้างคอนเทนต์ก็เปลี่ยนไป
ตัวอย่างจากรายการวาไรตี้ Tasteful Thailand โดย Tencent Video และ We TV ที่มีกำหนดฉายบนสตรีมมิงในช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 โชว์ให้เห็นว่า สินทรัพย์ของประเทศหนึ่งสามารถส่งออกไปได้อย่างไร้ขอบเขต ผ่านการนำรากเหง้าของไทยมาเล่าในรูปแบบสากลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ด้านคุณพลกฤตและคุณกัลป์ก็เห็นไปในทางเดียวกันว่า เมื่ออินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีเปิดกว้าง โดยเฉพาะการเข้ามาของสตรีมมิงยักษ์ใหญ่ระดับโลกทั้งในวงการดนตรีและภาพยนตร์ ส่งผลให้การคิดเนื้อหาไม่ควรหยุดนิ่งแค่คนในประเทศ แต่สามารถคิดไกลได้ถึงผู้ชมในต่างประเทศ
คุณกัลป์ยกตัวอย่างถึงซีรีส์เรื่องใหม่อย่าง เพลิงพระนาง ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิตว่า เพลิงพระนางก็เป็นการนำ IP ของกันตนามาปัดฝุ่นใหม่ และแต่งเติมอรรถรสให้ถึงใจทั้งผู้ชมชาวไทยและทั่วโลก ดังที่สืบสันดานเคยทำได้มาแล้วก่อนหน้านี้
“เราต้องเริ่มจากความเป็นเราให้มากที่สุด แล้วเราจะเล่าภาษาไหนให้ไปถึงระดับโลก ที่ทุกคนสามารถเข้าใจในบริบทเนื้อหาแบบเราได้ สิ่งเหล่านี้มันค่อนข้างสำคัญมาก เพราะพอคนดูชอบ เขาก็จะกลับมาหาเราทั้งในแง่ของประเทศ ทั้งในแง่ของการท่องเที่ยวและอื่น ๆ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การมีแพลตฟอร์มอย่างเช่นเน็ตฟลิกซ์ที่สนใจในโปรเจ็กต์นี้ เพราะแน่นอน เขาสามารถนำพามันไปให้ถึงผู้ชมทั่วทุกมุมโลกได้” คุณกัลป์ กล่าว

คุณกัลป์ กัลย์จาฤก กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

คุณพลกฤต ศรีสมุทร ผู้ร่วมก่อตั้ง YUPP! ENTERTAINMENT
สำหรับฝั่งดนตรี คุณพลกฤตเสริมว่า การเสพงานจากต่างประเทศให้หลากหลายมากที่สุด ก็เป็นการช่วยขยายรสนิยมให้กับตัวเอง “ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือการเปิดรับและศึกษาผลงานจากต่างประเทศให้มาก ๆ พร้อมทั้งนำมาปรับใช้และผสมผสานกับงานไทย เพื่อให้งานที่ออกมามีรสชาติที่กลมกล่อมและใกล้เคียงกัน ที่สำคัญคือต้องทำให้เกิดการสื่อสารที่เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย การศึกษาและเสพงานที่หลากหลายจะช่วยได้มาก”
จากครีเอเตอร์เดี่ยว สู่ระบบนิเวศที่พา IP ไทยไปไกล
ท้ายที่สุด คนทำงานสร้างสรรค์จะไม่สามารถทำผลงานที่สร้างสรรค์ออกมาได้หากพวกเขาขาดการสนับสนุนที่มากเพียงพอ เพราะแม้โอกาสจะเปิดกว้างขึ้น แต่คนทำงานสร้างสรรค์จะไม่สามารถไปได้ไกล หากยังต้องแบกรับทุกอย่างเพียงลำพัง คุณชญาภัชกล่าวในประเด็นนี้ว่า โมเดลความสำเร็จในวงการเพลงของเกาหลีใต้เกิดจากการที่ศิลปินสามารถมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะและความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยมีภาครัฐและเอกชนเป็นกลไกหลักในการวางโมเดลธุรกิจและจัดหาทุนสนับสนุน แต่ปัจจุบัน ศิลปินไทยยังคงต้องแบกภาระเพียงลำพัง ทั้งการหาทุน บริหารธุรกิจ และคุ้มครองลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ทำให้คนเก่งจำนวนมากไปไม่ถึงดวงดาว
นอกจากนี้ ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท เราต้องเร่งสร้างค่านิยมการใช้เทคโนโลยีอย่างเคารพสิทธิ์ใน IP เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือส่งเสริมมากกว่าการเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ ดังนั้น รัฐจึงควรเข้ามาซัปพอร์ตใน 4 ด้านหลัก คือ ทุนสนับสนุน, องค์ความรู้และเครือข่าย, ทักษะการเจรจาธุรกิจ และระบบคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่เข้มแข็ง เพื่อเปลี่ยนจากการที่ศิลปินต้องสู้โดยลำพัง มาเป็นการมีระบบนิเวศที่พร้อมผลักดันให้ IP ของไทยเติบโตเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูงได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน
ที่มา: เสวนา “Creative Nation 2026: เราจะสร้างอนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปด้วยกันอย่างไร?” ภายในงาน CEA Forum 2026
เรื่อง: คณิศร สันติไชยกุล
TAGS: #Creative Economy Update