Research & Report

งานวิจัยพฤติกรรมการเดินสู่โจทย์การพัฒนาทางเท้า


ความสามารถในการเดินเท้าในเมือง ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของหลักการการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ซึ่งพัฒนาควบคู่ไปกับการสร้างระบบขนส่งมวลชนและการเดินทางทางเลือก เช่น การปั่นจักรยาน เป็นต้น โดยมุ่งหมายให้เกิดวิถีชีวิตในการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน (Sustainable living) ในเมือง ซึ่งหมายถึง วิถีชีวิตที่ลดการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติ ซึ่งอาจทำได้สองทาง คือ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการสร้างมลพิษและสร้างการใช้พลังงานหมุนเวียน และการปรับวิถีชีวิตเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้กับคนในยุคข้างหน้า ซึ่งเมื่อพิจารณาจากปัจจัยนี้ การเดินเท้าซึ่งเป็นการเดินทางที่ทำได้ง่าย ใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติน้อย และมีต้นทุน (ค่าใช้จ่าย) ต่ำ จึงถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างวิถีชีวิตในการเดินทางในเมืองที่มีความยั่งยืน การสร้างเมืองที่เดินได้ (Walkable city) จึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการสร้างเมืองที่ยั่งยืน (Sustainable city)

จากการศึกษาพฤติกรรมการเดินเท้าในชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) พบว่าระยะทางเฉลี่ยที่ไกลที่สุดที่คนกรุงเทพฯ พอใจที่จะเดินเท้าเพื่อไปยังสถานที่ต่างๆ อยู่ที่ระยะทาง 797.6 เมตรหรือใช้เวลาประมาณ 9.97 นาที โดยจากการสำรวจคนทั่วไป 1,111 คน ในจำนวนนี้คนในสัดส่วนหนึ่งในสามเดินทางในชีวิตประจำวันด้วยระบบขนส่งสาธารณะ (33.6 %) และยานพาหนะส่วนตัว (31.2%) ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และใช้การเดินเท้าอยู่ที่ประมาณหนึ่งในห้า (24.6%) ในขณะที่การเดินเท้ามีบทบาทสำคัญสำหรับผู้ที่ไม่มียานพาหนะส่วนตัวถึง 31.4% ของผู้ตอบแบบสอบถาม จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การเดินเท้ายังเป็นทางเลือกที่สำคัญในการเดินทางของคนกรุงเทพฯ และโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่มียานพาหนะส่วนตัว

การเคลื่อนที่ (Movement) ซึ่งหมายรวมถึงการเดินเท้าด้วยนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดพลวัตในเมือง การเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งของผู้คนในเมืองเกิดขึ้นบนโครงข่ายพื้นที่สาธารณะที่มีอิทธิพลสำคัญต่อรูปแบบทางเศรษฐกิจและสังคมของเมือง การเคลื่อนที่และเดินทางในเมืองทำให้เกิดศักยภาพของการผ่านทาง ซึ่งก่อให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจไปในสองข้างทางระหว่างการเคลื่อนที่ โดยปริมาณการผ่านทางและความเร็วในการเคลื่อนที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคาร รวมไปถึงเหนี่ยวนำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนในเมือง คุณลักษณะและคุณภาพของการเคลื่อนที่ในเมืองจึงมีผลกระทบโดยตรงกับรูปแบบวัฒนธรรมเฉพาะของเมืองและย่านในเมือง อันหมายรวมถึง ลักษณะเฉพาะทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมทางสังคมของผู้คน และพฤติกรรมการใช้พื้นที่สาธารณะของคนในเมืองนั้นๆ เราจึงอาจกล่าวได้ว่า พฤติกรรมการเคลื่อนที่ของผู้คนในเมือง และลักษณะทางกายภาพของเมืองมีความสัมพันธ์และส่งอิทธิพลต่อกันอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากการใช้ทางเดินเท้าเพื่อการเดินทางแล้ว เราจะพบเห็นได้ว่าบนทางเท้ามีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมายที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะของผู้คนในเมือง นั่นเป็นเพราะทางเท้าถือเป็นพื้นที่สาธารณะสำคัญของเมือง ในหลายเมืองทั่วโลก พื้นท่ี่ทางเท้ามักถูกใช้เป็นพื้นที่กิจกรรมทางสังคมของคนเมือง ในพื้นที่ที่มีลักษณะทางกายภาพเอื้อให้เกิดการเดินเท้าอย่างสะดวก อาคารที่ถูกใช้งานตั้งอยู่ในระยะประชิด มีการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสานและมีความหลากหลายของกิจกรรม จะพบว่าการเดินเท้าจะมีพฤติกรรมที่ช้าลง ผู้คนมักหยุดสังเกตกิจกรรมข้างทาง นั่งพักริมทางเท้าที่มีร้านกาแฟหรือร้านอาหาร และใช้เวลาบนทางเท้าที่ถือเป็นพื้นที่สาธารณะนานมากขึ้น

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความมีชีวิตชีวาให้แก่เมือง และสร้างประสบการณ์ของการเดินเท้าที่พิเศษ ซึ่งส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างปฏิสัมพันธ์ในระดับชุมชนที่เข็มแข็งขึ้น ในบริบทอย่างเช่นประเทศไทย เราจะพบเห็นกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ อยู่ร่วมบนทางเท้า เช่น การจับจองพื้นที่เพื่อพบปะสังสรรค์ เป็นพื้นที่พักคอย หรือแม้กระทั่งการค้าขาย เป็นต้น ดังนั้นการศึกษาการใช้งานทางเท้าในบริบทของไทยจึงต้องคำนึงพฤติกรรมการใช้งานเฉพาะวัฒนธรรมที่สร้างความเท่าเทียมในการใช้พื้นที่ทางเท้า ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำวิจัยพฤติกรรมการเดินเท้าในครั้งนี้ร่วมกับ Cloud-floor และ CEA ที่นำไปสู่กลยุทธ์การออกแบบและพัฒนาพื้นที่สาธารณะที่ส่งเสริมการใช้งานทางเดินเท้าของผู้คนในเมืองเพื่อร่วมกับ Bangkok Design Week 2019


Evidence-based design approach แนวทางการออกแบบตามหลักฐานเชิงประจักษ์

Evidence-based design approach หรือแนวทางการออกแบบตามหลักฐานเชิงประจักษ์ เป็นแนวทางการการออกแบบจากฐานงานสำรวจและวิจัยโดยการรวบรวมข้อมูลเพื่อกำหนดปัญหา และแนวทางการพัฒนาที่ตอบสนองกับปรากฏการณ์ในสภาพแวดล้อมที่คาดหวังว่าจะเป็นแนวทางที่ได้ผลมากที่สุด การสร้างแนวทางการออกแบบจากฐานงานวิจัยเป็นแนวทางที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการทำงานพัฒนาด้านเมือง เนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมในบริบทนั้นๆ โดยการวิจัยในโครงการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ ทางเท้า และป้ายสัญลักษณ์ย่านสร้างสรรค์เจริญกรุงนั้นประยุกต์ใช้เทคนิควิธี Evidence-based design approach เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการเดินเท้าและการใช้งานพื้นที่ทางเท้าแบบผสมผสาน โดยมีบริบทเฉพาะอย่างย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อยเป็นต้นแบบ นอกจากที่พื้นที่เจริญกรุง-ตลาดน้อยจะเป็นแหล่งเศรษฐกิจและชุมชนดั้งเดิมที่สำคัญของกรุงเทพมหานครแล้ว ยังได้ถูกวางบทบาทเป็นย่านสร้างสรรค์ต้นแบบของกรุงเทพมหานครที่มีการพัฒนาเป็นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยแนวทางการพัฒนาของพื้นที่ด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การออกแบบ และศิลปะ ทำให้พื้นที่ย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อยมีลักษณะเด่นเฉพาะที่มีผู้เข้ามาใช้งานพื้นที่หลากหลายกลุ่ม และส่งผลให้พื้นที่ย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร 

ถนนและซอยย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อยผ่านเครื่องมือวิเคราะห์โครงสร้างเชิงสัณฐาน

การเคลื่อนที่ที่ดีมีความสัมพันธ์กับลักษณะของโครงข่าย (โครงสร้าง) ของพื้นที่เมือง (Spatial configuration) กล่าวคือ หากโครงข่ายของพื้นที่เมืองมีความเชื่อมต่อและเชื่อมโยงกันดี มีตรอกซอยตันน้อยจะทำให้ผู้คนสามารถเดินไปในพื้นที่ได้ดี จดจำทิศทางได้และไม่หลงทางง่าย ลักษณะของโครงข่ายของพื้นที่เมืองนั้นสามารถทำเข้าใจได้ผ่านวิธีการเชิงวิเคราะห์ (Analytical method) ของโครงสร้างเชิงสัณฐานของเมือง (Urban morphology) ด้วยทฤษฎีและเทคนิค Space syntax ซึ่งวิเคราะห์ค่าความเชื่อมต่อและเชื่อมโยงของโครงข่ายทางเมืองด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์ และแสดงออกผ่านค่าสีสเปรกตัม โดยค่าสีโทนร้อน (แดง) หมายถึงเส้นทางเดินที่มีค่าความเชื่อมต่อและเชื่อมโยงสูง สามารถเข้าถึงได้ง่าย และสัมพันธ์กับความเป็นไปได้ที่จะมีการผ่านทางของผู้คนเป็นจำนวนมาก ในขณะที่เส้นที่มีค่าสีโทนเย็น (น้ำเงิน) จะหมายถึงเส้นทางเดินที่มีการเชื่อมต่อไปสู่ทางเดินอื่นๆ ต่ำ เช่น ตรอกซอยตัน และมักจะไม่มีผู้คนทั่วไปสัญจรผ่าน หรือกลายเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลหรือกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม

การศึกษาโครงข่ายพื้นที่ระดับเมือง พบว่าพื้นที่ย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อยเป็นส่วนหนึ่งโครงข่ายหลักที่สำคัญของระบบโครงข่ายของกรุงเทพ ลักษณะโครงข่ายแบบตาตารางที่เชื่อมโยงระหว่างถนนเจริญกรุง ขนานไปกับถนนมเหสักข์ จากทิศเหนือลงใต้ และประสานกับถนนสี่พระยา ถนนสุรวงศ์ ถนนสีลม จากทิศตะวันออกไปตะวันตก ทำให้ถนนเจริญกรุงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนผ่านการเชื่อมโยงพื้นที่ชั้นในกับพื้นทืี่ริมน้ำด้านใต้ของกรุงเทพมหานคร ในขณะที่ถนนมเหสักข์ทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงพื้นที่ย่านเจริญกรุงกับพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ของกรุงเทพมหานคร

การศึกษาในระดับย่านพบว่าโครงข่ายทางสัญจรของพื้นที่ย่านเจริญกรุงและตลาดน้อย ถนนเจริญกรุงและถนนวานิช 2 เป็นโครงสร้างหลักของพื้นที่ที่มีความสำคัญในระดับชุมชนสูงมาก ซึ่งสอดคล้องกับผลจากการสำรวจปริมาณการสัญจรผ่านบริเวณถนนเจริญกรุงและย่านตลาดน้อยที่มีปริมาณสูงมากกว่าพื้นที่อื่นๆ  อย่างไรก็ตามพบว่าการเชื่อมต่อของถนนระดับย่อยภายในพื้นที่เจริญกรุงมีคุณภาพที่ไม่ดีนัก ขาดการเชื่อมโยงถึงกัน กล่าวคือ ถนนย่อยมีลักษณะวิ่งเชื่อมต่อจากถนนเจริญกรุงและสิ้นสุดที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยขาดการเชื่อมต่อระหว่างซอยเป็นโครงข่ายทางเลือกเชื่อมต่อพื้นที่ด้านใน ในขณะที่พื้นที่ตลาดน้อย มีการเชื่อมต่อของระดับโครงข่ายย่อยที่มีคุณภาพดีกว่า

ภาพ 1 โครงสร้างเชิงสัณฐาน (Urban Morphology) ของพื้นที่ย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อยในระดับย่าน

 

สร้างเครื่องมือสำรวจพฤติกรรมการเดินเท้า

การศึกษาพฤติกรรมการใช้งานพื้นที่สาธารณะและทางเท้าเพื่อการเดินเท้าในงานวิจัยนี้ มีคำถามสำคัญง่ายๆ อยู่ 3 ประเด็น คือ ใครเดิน เดินที่ไหน และเดินอย่างไร โดยเครื่องมือวิจัยถูกออกแบบมาเพื่อศึกษาประสบการณ์การเดินเท้าทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ โดยประยุกต์มาจากคู่มือการสำรวจภาคสนามของ Space Syntax Methodology Manual ซึ่งใช้เพื่อสำรวจปริมาณการเคลื่อนที่ผ่านทาง (Movement flows) และรูปแบบพฤติกรรมการใช้งานพื้นที่ (Patterns of space usage) ทั้งในระดับพื้นที่อาคารและพื้นที่เมือง ร่วมกับเครื่องมือของ Jan Gehl และ Birgitte Svarre เพื่อศึกษาปฏิสัมพันธ์ของผู้คนในพื้นที่สาธารณะ โดยเครื่องมือการวิจัยแต่ละชิ้นมีวัตถุประสงค์ที่ประยุกต์ใช้แตกต่างกัน โดยประกอบไปด้วยเครื่องมือหลัก 3 เครื่องมือ ได้แก่

1) การนับจำนวนผู้ผ่านทางบนทางเท้าในพื้นที่ศึกษา (Gate count) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณการสัญจรทางเท้าของกลุ่มคนประเภทต่างๆ โดยการกำหนดจุดสำรวจ 99 จุดในพื้นที่ศึกษา และทำการจดบันทึกปริมาณผู้ผ่านทางจุดละ 3 นาที เพื่อนำมาคำนวณความเป็นไปได้ในการผ่านทางเฉลี่ยต่อชั่วโมง และต่อวัน มีการสำรวจทั้งวันธรรมดา และวันสุดสัปดาห์ ในระหว่างช่วงเวลาเช้า กลางวัน และเย็น รวม 9 ช่วงเวลา โดยในการสำรวจจะมีการจดบันทึกคุณลักษณะของผู้ผ่านทางโดยแบ่งประเภทกลุ่มคนออกเป็น 2 วิธี คือ การแบ่งโดยประเภทเชื้อชาติ และการแบ่งตามอายุ

2) การจดบันทึกกิจกรรมและพฤติกรรมการใช้งานที่เกิดขึ้นบนพื้นที่สาธารณะและทางเท้า (Static snapshots) เป็นการศึกษารายละเอียดกิจกรรมบนทางเท้า เพื่อหาผลกระทบและความสัมพันธ์ของลักษณะทางกายภาพของทางเท้า (รวมไปถึงสภาพอากาศ เช่น แดด หรือ ร่มเงาจากอาคาร และกิจกรรมการใช้ประโยชน์อาคารและที่ดินระหว่างทางเท้า) ที่มีต่อพฤติกรรมการใช้ทางเดินเท้า โดยจดบันทึกประเภทและปริมาณของกิจกรรมภายในขอบเขตพื้นที่สำรวจ ได้แก่ เดิน (พร้อมทิศทาง) ขับขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ (บนทางเท้า) นั่ง นอน รับประทานอาหาร ซื้อของ พูดคุย ใช้โทรศัพท์มือถือ (พูดคุยหรือใช้งานอื่นๆ) ขนสัมภาระ และกิจกรรมอื่นๆ ระหว่างช่วงเวลาต่างๆ บนทางเท้าหน้าอาคารไปรษณีย์กลาง, พื้นที่หน้าห้างโรบินสันบางรัก และถนนวานิช 2 ย่านตลาดน้อย

3) เส้นทางการเดินเท้าและพฤติกรรมการใช้เส้นทาง (Tracing movement) เป็นการสำรวจเชิงคุณภาพอย่างใกล้ชิดของคนเดินเท้าเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพที่ส่งผลต่อพฤติกรรมต่างๆ ระหว่างการใช้ทางเท้าและสร้างประสบการณ์เดินเท้าเฉพาะแก่คนที่ใช้ทางเท้า โดยสุ่มเลือกตัวอย่างการศึกษาทั้งสิ้น 98 คน จากจุดต่างๆ ในพื้นที่ศึกษา 7 จุด ได้แก่ รถไฟฟ้าสะพานตากสิน แยกสีลม ป้ายรถเมล์หน้าไปรษณีย์กลาง  ท่าเรือสี่พระยา แยกถนนมหาพฤฒารามตัดกับถนนเจริญกรุง และแยกถนนเยาวราชตัดกับถนนเจริญกรุง และทำการจดบันทึกพฤติกรรมการใช้ทางเท้าโดยการเดินตามตัวอย่างการศึกษาละ 15 นาที หรือไม่เกินระยะทาง 800 เมตร และนำข้อมูลที่ได้มาจดบันทึกเป็นเส้นทาง และกิจกรรมระหว่างทาง มาวิเคราะห์ร่วมกับลักษณะทางกายภาพของทางเท้า


ภาพ 2 เครื่องมือการสำรวจพฤติกรรมการเดินเท้าในย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อย

 


เดินกระจุก 

  • จากการสำรวจพบว่า ค่าเฉลี่ยของการสัญจรต่อชั่วโมงและปริมาณคนสะสมต่อชั่วโมงภายในพื้นที่ย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อย มีจำนวน 26,446 คน/ชั่วโมง ในวันธรรมดา และ 17,989 คน/ชั่วโมง ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ปริมาณการสัญจรที่มีสัดส่วนมากกว่าในช่วงวันธรรมดาแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อยเป็นแหล่งงานที่สำคัญแห่งหนึ่งในย่านกรุงเทพฯ ชั้นใน
     
  • พื้นที่ที่มีปริมาณการสัญจรเฉลี่ยสะสมต่อชั่วโมงมากที่สุด คือบริเวณหน้าห้างโรบินสันบางรัก และหัวมุมเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน โดยมีปริมาณใกล้เคียงกันทั้งในช่วงวันธรรมดาและวันหยุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้สัญจรในพื้นที่ใช้การเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนเป็นหลัก และกระจุกตัวบริเวณบางรัก และมีปริมาณค่อยๆ เบาบางลงเมื่อค่อยๆ เคลื่อนตัวมายังบนถนนเจริญกรุงทางด้านทิศเหนือและย่านตลาดน้อย
     
  • เส้นทางที่มีปริมาณการสัญจรมากนั้นมักสอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างผสมผสานและมีความหลากหลายของกิจกรรมข้างทาง ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเดินเท้ามากยิ่งขึ้น เช่น บริเวณทางเท้าบนถนนเจริญกรุงระหว่างถนนสีลมและสะพานตากสิน หรือเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สำคัญ เช่น สถานีรถไฟฟ้าตากสิน ท่าเรือสี่พระยา เป็นต้น และมีจุดกิจกรรมที่สำคัญ เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานที่ราชการ โรงเรียน เป็นต้น

 
ภาพ 3 ปริมาณการสัญจรย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อย

 

เดินลัดเลาะ เดินดูเมือง เดินหลงทาง

  • คนในพื้นที่่และคนไทยมีจุดมุ่งหมายในการเดินทางที่ชัดเจน เลือกใช้เส้นทางลัดผสมผสานกับถนนเส้นหลัก และถนนซอยเพื่อเข้าถึงจุดหมาย ในขณะที่นักท่องเที่ยวจะเลือกเดินบนเส้นทางหลักเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่คุ้นชินกับเส้นทาง

 
ภาพ 4 รูปแบบความแตกต่างของรูปแบบการเลือกเส้นทางเดินเท้าระหว่างคนไทยและนักท่องเที่ยวในย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อย

 

  • จากการสำรวจกรณีศึกษา 98 คน พบว่ามีการทำกิจกรรมระหว่างการเดินเท้าทั้งสิ้น 306 กิจกรรมนอกเหนือจากการเดิน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 23 ประเภทกิจกรรม และถูกจัดกลุ่มเป็นประเด็นของกิจกรรมหลักๆ 5 ประเด็น ได้แก่ การข้ามถนน (Crossing) การทำกิจกรรม (Activities) การหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง (Avoid obstacles) การเกิดความขัดแย้งระหว่างกิจกรรมเคลื่อนที่และกิจกรรมหยุดนิ่งบนทางเท้า (Conflict) และการหาทิศทาง (Wayfinding)
     
  • นอกจากการข้ามถนนจะเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางมากที่สุดแล้ว การทำกิจกรรมอื่นๆ ระหว่างการเดินสัญจร โดยการมองดูสินค้า กิจกรรม และสิ่งแวดล้อมระหว่างทางนั้นมีจำนวนมากที่สุด รองลงมาคือ การใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อพูดคุยหรืออื่นๆ (ไม่นับรวมการดูแผนที่หรือค้นหาเส้นทาง) 
     
  • รถเข็นหรือเพิงขายของทำให้เกิดการเดิน หลบ และเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางมากที่สุด รองมาคือ การหลบหลีกป้ายถนนหรือป้ายบอกทางบนทางเท้า ในขณะเดียวกันความหนาแน่นของกิจกรรมบนทางเท้าสร้างความขัดแย้งระหว่างการเดิน ทำให้ผู้สัญจรเดินเท้าเดินด้วยความไม่สะดวก และมีความเร็วในการเดินที่ช้าลง
     
  • นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อย หาทิศทางโดยใช้แผนที่หรือโทรศัพท์มือถือมากกว่าการถามทางจากผู้ผ่านทาง หรือคนในพื้นที่

  

ภาพ 5 สัดส่วนกิจกรรมระหว่างการเดิน และตำแหน่งกิจกรรม

 

พื้นที่สาธารณะที่มากไปกว่าทางเดินเท้า

  • การผสมผสานของกิจกรรมที่หลากหลายบนทางเท้าอาจส่งผลได้ทั้งข้อดีและข้อเสียต่อการสัญจรและอัตลักษณ์ของพื้นที่ ในแง่หนึ่ง ความหลากหลายของกิจกรรมส่งผลให้เกิดการใช้ชีวิตบนพื้นที่สาธารณะ (Public life) ซึ่งทำให้เมืองมีชีวิตชีวา แต่ในขณะเดียวกันหากไม่มีการจัดการพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพที่ดีก็อาจส่งผลต่อพฤติกรรมการเดินเท้าและสร้างความไม่สะดวกสบายในการสัญจร เช่น บริเวณทางเท้าทั้งสองด้านบนถนนเจริญกรุง ตั้งแต่ซอยศรีเวียงและซอยเจริญกรุง 42/1 ถึงถนนสาธรเหนือ มีความขัดแย้งมากระหว่างการเดินและกิจกรรมหยุดนิ่ง เช่น การหยุดยืนรอบริเวณป้ายรถเมล์ที่ขัดแย้งกับการเดินบนทางเท้า กิจกรรมการซื้อและขายสินค้าบนทางเท้าที่มีการสัญจรของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งนอกจากการเกิดขึ้นของรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย อัตราการสัญจรที่สูง แล้วความกว้างของทางเท้าในบริเวณนี้ยังมีขนาดแคบ รวมทั้งมีการรุกล้ำของกิจกรรมการค้าบนทางเท้าที่ทำให้ขนาดของทางเท้าลดลงอีกด้วย
     
  • การเดินเท้าในย่านชุมชนมักเกิดควบคู่ไปกับกิจกรรมทางสังคม เนื่องมาจากลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ที่ไม่มีขอบเขตทางเท้าอย่างชัดเจน เส้นทางที่มีขนาดทางค่อนข้างแคบกิจกรรมที่เกิดขึ้นทางสัญจรจึงเป็นไปอย่างผสมผสานระหว่างพื้นที่หน้าบ้าน และทางสัญจรของร่วมของคนเดิน รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และจักรยาน ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการการสร้าง Shared street หรือ Complete street ที่เป็นแนวทางการพัฒนาถนนและทางเท้าของชุมชนในเมืองตามแนวคิดตะวันตก หากแต่มีการจัดการและมีการออกแบบลักษณะทางกายภาพที่ช่วยปัญหาความขัดแย้งของกิจกรรมได้อย่างดี จึงเป็นที่น่าสนใจหากสามารถริรเริ่มนำแนวทางดังกล่าวมาประยุกต์ในย่านชุมชนซึ่งเกิดผลลัพธ์เป็นทุนเดิม

   


ภาพ 6 กิจกรรมบนทางเท้าในย่านเจริญกรุงและตลาดน้อย


เริ่มตรงไหน ปรับอย่างไร

จากการสำรวจพฤติกรรมระหว่างการเดินเท้า จึงนำมาสู่การระบุประเด็นในการพัฒนาต้นแบบทางกายภาพเพื่อส่งเสริมประสบการณ์ในการเดินและส่งเสริมความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินเท้า ผ่านกระบวนความคิดเชิงออกแบบทั้งในระดับชุมชนเมือง พื้นที่ อาคาร รวมไปถึงงานด้านนิเทศศิลป์ เรขศิลป์ เทคโนโลยีดิจิตอล และทางวิศวกรรม ผ่านความร่วมมือระหว่างทีมนักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญและประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างต้นแบบด้าน (1) ปรับปรุงพฤติกรรมและส่งเสริมการข้ามถนน (2) แก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างกิจกรรมบนทางเท้า (3) ส่งเสริมประสบการณ์ระหว่างการเดินผ่านกิจกรรม (4) การแก้ไขปัญหาความปลอดภัยในการเดินเท้า และ (5) เพิ่มศักยภาพในการหาทิศทางภายในเมือง โดยอ้างอิงตำแหน่งการติดตั้งงานต้นแบบจากผลการสำรวจเชิงคุณภาพ และนำผลจากการสำรวจเป็นจุดเริ่มต้นในการออกแบบตามแนวทาง Evidence-based design approach โดยสถาปนิก ภูมิสถาปนิก และนักออกแบบ 5 กลุ่ม และได้ทำการติดตั้ง ทดลองใช้ และทดสอบในช่วงระหว่างงาน Bangkok Design Week 2019 ในพื้นที่เจริญกรุงและตลาดน้อย


 
ภาพ 7 ผังติดตั้งงานต้นแบบเชิงทดลองในช่วงระหว่างงาน Bangkok Design Week 2019

 

ที่มาภาพ: Cloud-floor และพีรียา บุญชัยพฤกษ์
ที่มา: งานวิจัยพฤติกรรมการเดินสู่โจทย์การพัฒนาทางเท้า : โครงการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ ทางเท้า และป้ายสัญลักษณ์ย่านสร้างสรรค์เจริญกรุง โดย พีรียา บุญชัยพฤกษ์