Research & Report

ดัชนีชี้วัดขีดความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์: Global Creativity Index

ปัญหาเชิงโนบายอย่างหนึ่งในโลกยุคใหม่ คือ การแสวงหาตัวชี้วัดที่สะท้อนข้อเท็จจริงของโลกเพื่อนำกลับมาคิดนโยบายสาธารณะ การสร้างตัวชี้วัดมักเกิดจากบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจของการคิดเชิงนโยบายนั้น ๆ เช่น อิทธิพลของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross Domestic Product - GDP) เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาจากความสำคัญของการใช้จ่ายภาครัฐและอิทธิพลของสำนักคิดทางเศรษฐศาสตร์แบบเคนเซี่ยน (Keynesian Revolution)

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา กรอบคิดเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและข้อเท็จจริงของระบบทุนนิยมเปลี่ยนจากการผลิตแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาสู่การผลิตที่มีพื้นฐานอยู่บนความคิดสร้างสรรรค์ ความรู้ และนวัตกรรมมากขึ้น ภายใต้อุดมคติและข้อเท็จจริงใหม่นี้ ตัวชี้วัดเดิมที่วัดค่าใช้จ่ายของภาครัฐและภาคเอกชนจึงไม่เพียงพออีกต่อไป

การทำดัชนีชี้วัดขีดความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์นั้นริเริ่มขึ้นในปี 2002 โดยศาสตราจารย์ริชาร์ด ฟลอริดา (Richard Florida) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาพื้นที่เมืองผ่านมุมมองและการใช้ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์และสังคมวิทยา โดยงานเขียนชิ้นแรกของ ศ.ริชาร์ด ฟลอริด้า ที่มีการกล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือหนังสือชื่อ The Rise of The Creative Class ในหนังสือเล่มดังกล่าว ศ.ริชาร์ด ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง “ชนชั้นสร้างสรรค์” (creative class) โดยใจความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ระบุว่า “การที่จะพัฒนาเศรษฐกิจและเมืองอย่างยั่งยืนได้นั้น ทางผู้กำหนดนโยบายควรจะให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาของมนุษย์(people climate) มากกว่าการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (business climate)” เนื่องจากริชาร์ดมองว่าชนชั้นสร้างสรรค์ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้น เมืองที่สามารถดึงดูดผู้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้มากย่อมมีโอกาสที่เศรษฐกิจในเมืองนั้นๆ จะเติบโตได้ดีมากขึ้น

แนวคิดดังกล่าวของ ศ.ริชาร์ด ก็ได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ โดยในปี 2004 ศ.ริชาร์ดได้ร่วมมือกับไอรีน (Irene Tinagli) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลี ในการพัฒนาดัชนีดังกล่าวเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในกลุ่มยุโรปมากขึ้น โดยริชาร์ดและไอรีนได้ปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดในหมวดขันติธรรม จากผลงานดังกล่าว ทำให้มีนักเศรษฐศาสตร์และสังคมวิทยาจำนวนหนึ่งได้นำแนวคิดนั้นไปประยุกต์ใช้และพัฒนาเป็นดัชนีชี้วัดขีดความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์สำหรับแต่ละประเทศ เช่น The Czech Creative Index (CZCI) และ The Baltimore Creativity Index (BCI) เป็นต้น

จนกระทั่งในปี 2011 หลังจากที่ริชาร์ดได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบัน The Martin Prosperity Institute (MPI) ของ The Rotman School of Management ในมหาวิทยาลัยโตรอนโต (The University of Toronto) ริชาร์ดและคณะผู้วิจัยก็ได้พัฒนาดัชนีชี้วัดขีดความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ คือ Global Creativity Index (GCI) ซึ่งเป็นการต่อยอดจากดัชนีเดิมที่มีอยู่ แต่มีการขยายขอบเขตการศึกษาให้ครอบคลุมพื้นที่ประเทศอื่นๆ มากขึ้น โดยในงานศึกษาชิ้นดังกล่าว ทางคณะวิจัยของ MPI ได้รวบรวมข้อมูลตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องในช่วงปี 2000 – 2009 จาก 82 ประเทศ ตัวชี้วัดนี้ต้องการตอบโจทย์การเข้าใจข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจที่มีพื้นฐานอยู่บนความรู้ (Knowledge-based Economy) และความคิดสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดย GCI วางกรอบตัวชี้วัดไว้ 3 ส่วนคือเทคโนโลยี (Technology), ทักษะความสามารถ (Talent), และขันติธรรม (Tolerance) เรียกรวมๆ ว่า 3T

ในรายงาน The Global Creativity Index 2015 ทาง The Martin Prosperity Institute ก็ได้มีการพัฒนาดัชนีดังกล่าวอีกครั้ง โดยมีการเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นอีก 57 ประเทศ ทำให้ปัจจุบัน ดัชนีดังกล่าวถือเป็นดัชนีที่มีการประเมินศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ที่มีจำนวนตัวอย่างในการศึกษามากที่สุด คือ 139 ประเทศ 

ด้านเทคโนโลยีถูกวัดผ่านปัจจัย 2 ด้านคือ เม็ดเงินที่ประเทศนั้น ๆ ใช้ลงทุนกับการวิจัยและพัฒนา (R&D investment) และจำนวนการจดสิทธิบัตรซึ่งสะท้อนถึงการเกิดนวัตกรรม (Innovation)

ด้านทักษะความสามารถ รายงานนี้วัดผ่านปัจจัย 2 ด้านคือ จำนวนแรงงานในกลุ่มสร้างสรรค์ (Creative Class) เช่น ศิลปิน, นักวิจัย, นักออกแบบ เป็นต้น และ ความสำเร็จทางการศึกษา (Educational Attainment)

ส่วนขันติธรรม คือ ระดับของความเปิดกว้างและความหลากหลายที่สังคมมีต่อวัฒนธรรมต่าง ๆ ซึ่งงานวิจัยจำนวนมากพบว่า สังคมที่เปิดกว้างจะดึงดูดแรงงานที่มีทักษะความสามารถมากกว่า รายงานนี้วัดผลผ่านปัจจัย 2 ด้านคือ สัดส่วนที่ผู้คนมองว่าเมืองที่ตัวเองอยู่เปิดกว้างกับความหลากหลายทางชาติพันธ์และศาสนา (Racial and Ethnic Tolerance)  และสัดส่วนที่ผู้คนมองว่าเมืองที่ตัวเองอยู่เปิดกว้างกับเพศสภาพต่างๆ (Gay & Lesbian Tolerance)

ในปี 2015 Martin Prosperity Institute ก็ได้มีการพัฒนาดัชนีดังกล่าวอีกครั้ง โดยมีการเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นอีก 57 ประเทศ ทำให้ปัจจุบัน ดัชนีดังกล่าวถือเป็นดัชนีที่มีการประเมินศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ที่มีจำนวนตัวอย่างในการศึกษามากที่สุด คือ 139 ประเทศ พบว่า ประเทศที่ติดอันดับหนึ่ง คือ ประเทศออสเตรเลีย ในขณะที่ด้านเทคโนโลยี, ความสามารถ และขันติธรรม อันดับหนึ่ง คือ ประเทศเกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, และแคนาดาตามลำดับ ตามรายงานนี้ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 82 จาก 139 ประเทศ ด้านเทคโลยีอยู่อันดับที่ 38 ด้านความสามารถอยู่ที่ 84 ในขณะที่ด้านขันติธรรมอยู่อันดับที่ 105

รายงานฉบับนี้เสนอว่า เศรษฐกิจที่มีพื้นฐานอยู่บนความคิดสร้างสรรค์นั้นไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับคนกลุ่มเล็ก แต่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับคนส่วนมากในสังคมด้วย งานวิจัยพบว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่างตัวชี้วัด GCI และตัวชี้วัดด้านความมั่งคั่งอื่นๆ เช่น GDP per Capita, ความสามารถด้านการแข่งขัน (Competitiveness), และที่สำคัญคือการลดความเหลื่อมล้ำ 

ข้อมูลของตัวชี้วัดที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลทุติยภูมิซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้มีการเก็บรวบรวมไว้อยู่แล้ว ยกเว้นแต่ส่วนของตัวชี้วัดในมิติด้านขันติธรรมซึ่งได้มาจากการทำแบบสอบถาม อย่างไรก็ดี มิติการมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากตัวชี้วัดที่นำมาใช้ในการคำนวณมีค่อยข้างน้อยเมื่อเทียบกับดัชนีอื่นๆ แต่ด้วยข้อมูลที่มีการเก็บจากหลากหลายประเทศ ทำให้ดัชนีชุดนี้มีประโยชน์ในแง่ของการเปรียบเทียบขีดความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ระหว่างประเทศได้อย่างตรงไปตรงมา


ที่มาภาพ: huntingtonsdiseasenews.com
ที่มา: รายงาน The Global Creativity Index 2015 โดย The Martin Prosperity Institute, University  of Toronto’ s Rotman School of Management จาก martinprosperity.org