Research & Report

เมื่อ Covid-19 ทำให้วงการแฟชั่นต้องปรับตัวครั้งใหญ่

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสถานการณ์ Covid-19 ทำให้หลายอาชีพถูกบังคับให้ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว ทุกวงการหันมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์กันมากขึ้น เรียกว่าฝากชีวิตแบรนด์ไว้กับโปรแกรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ ผ่านสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว วงการแฟชั่นเองก็เป็นหนึ่งในนั้น 

จากงานวิจัยของบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารชั้นนำของโลก McKinsey & Company โควิด-19 ทำให้ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมถึง 24 มีนาคม 2020 นี้ มูลค่าหลักทรัพย์ในตลาดหมวดเครื่องแต่งกายแฟชั่นลดลงถึง 40% และยังคาดการณ์ว่ารายได้ของอุตสาหกรรมแฟชั่น (เครื่องแต่งกายและรองเท้า) ทั่วโลก จะลดลงถึง 27 - 30 % แม้แต่ 56% ของบริษัทแฟชั่นระดับโลกเองก็ไม่สามารถทำเงินคืนทุนได้ในปี 2018 และมีแนวโน้มจะต้องล้มละลายในอีก 12-18 เดือนข้างหน้า

วันนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป New normal มาเคาะประตูแล้ว มีอะไรที่คนในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มจะต้องรีบปรับเปลี่ยนรีบศึกษาเพื่อการพัฒนาธุรกิจด้านแฟชั่นในประเทศไทยบ้าง?

ความยั่งยืนของการผลิต

ภายในวงเสวนา Fashion as unusual จัดโดยทีมงาน Fashion Revolution Thailand (กลุ่มเคลื่อนไหวไม่แสวงผลกำไรที่มีเครือข่ายทั่วโลก มุ่งเน้นการปฏิวัติอุตสาหกรรมแฟชั่นและผลักดันความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานของวงการแฟชั่น) เปิดโอกาสให้ผู้สนใจธุรกิจด้านแฟชั่นมาฟังและร่วมสนทนากับผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นก็ได้พูดถึง New normal นี้ไว้อย่างน่าสนใจ สิ่งที่ทุกคนแทบจะเห็นตรงกันเรื่อง คือ ลูกค้าถูกบังคับให้ช้าลงจากมาตรการล็อกดาวน์ต่าง ๆ มีการคิดวิเคราะห์ ใช้เหตุผลกับการจะซื้อแฟชั่นมากขึ้น การเลือกเสื้อผ้าต่อไปจะไม่ใช่แค่ความสวยงาม ราคา แต่ถูกมองไปถึง สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ มนุษยธรรม

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นอันดับต้นๆ ที่มีโอกาสทำให้เกิดแรงงานทาสยุคใหม่ในสายพานการผลิต และสร้างขยะจำนวนมหาศาล โดยกล่าวถึงงานวิจัยในปี 2015 ว่า โลกเราได้ผลิตเสื้อผ้ามากกว่าแสนล้านชิ้นต่อปี มากกว่าประชากรโลกหลายเท่า คุณวิวัฒน์ หิรัญพฤกษ์ ที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นยั่งยืน ให้ความเห็นว่าการที่ตอนนี้มีคนว่างงานในประเทศไทยอยู่กว่า 7 ล้านคน เรื่อง ’มนุษยธรรม’ และ ‘เครดิต’ ในแบรนด์ถูกหยิบยกมาจับตามอง หากหันมาทำธุรกิจเพื่อสังคมมากขึ้นในเวลานี้ก็จะได้แต้มต่อ เกิดภาพจำเชิงบวกในสังคมกับแบรนด์ เป็นไปได้ไหมหากจะมีการหันไปพัฒนาร่วมกับทางอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเพื่อการแพทย์ เช่นเสื้อผ้าที่เจ้าหน้าที่ใช้ทำงานอย่างชุด PPE เป็นต้น 

ในต่างประเทศเริ่มมีการให้ความสำคัญกับเรื่องมนุษยธรรมในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากขึ้น ในอุตสาหกรรมแฟชั่นก็เช่นกัน มีการ ‘สืบค้นย้อนกลับ’ ไปถึงโรงงาน ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ใช้แรงงาน คนทอผ้า คนตัดเย็บ และรณรงค์กันอย่างกว้างขวาง เช่น แคมเปญ who made my clothes? ที่ผู้ซื้อร่วมกันสวมเสื้อกลับเอาด้านที่เห็นป้ายชื่อแบรนด์ออกมาพร้อมเขียนข้อความ who made my clothes ลงบนกระดาษแล้วถ่ายภาพคู่กัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความโปร่งใสในอุตสาหกรรมแฟชั่นไปถึงเจ้าของแบรนด์ โดยมีความร่วมมือกันกว่าร้อยประเทศ โดยทางแบรนด์ต่างๆก็ขานรับด้วยการถ่ายภาพคนในโรงงานชูป้าย I made your clothes ให้เห็นว่าใครเป็นคนตัดเย็บเสื้อผ้าผืนนี้ให้คุณ เป็นการโชว์ความโปร่งใสของแบรนด์เอง และเป็นการประกาศว่าแรงงานในสายพานการผลิตของแบรนด์ทำงานกันอย่างมีความสุข ไม่มีการกดขี่เกิดขึ้น การสนับสนุนซื้อแบรนด์หรือสินค้าชิ้นนี้ ราคานี้ เท่ากับการจ่ายให้กับคุณภาพชีวิตที่ดีของพวกเขาด้วย หลายแบรนด์ดังเอง เช่น Espirit, Timberland, H&M, Adidas ก็เข้าร่วมการตรวจสอบความโปร่งใสในการผลิตและทำคะแนนได้ดี อีกหลายแบรนด์ออกมาเปิดเผย Supply Chain ของตัวเอง ซึ่งแบรนด์ในประเทศไทยเองหลายแบรนด์ก็ได้ร่วมแคมเปญนี้ด้วย 

สถานการณ์โควิด-19 ตัวเร่งทีผลักดันให้วงการแฟชั่นเข้าสู่ดิจิทัล

ขณะที่ลูกค้ากำลังช้าลง แต่แบรนด์กลับต้องเร็วขึ้น นำตัวเองให้เข้าไปถึงระบบออนไลน์ให้เร็วที่สุด ให้เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ให้ไวที่สุด ต่อจากนี้คือการขายผ่านภาพและเสียงเป็นหลัก

คุณสิริอร เฑียรฆประสิทธิ์ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ PAINKILLER Atelier ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ อย่างไลฟ์สตรีมมิ่ง หรือการทำวิดีโอเพื่อขายสินค้าให้แบรนด์อยู่รอด เช่นเดียวกับคุณนริสสา ลิมปนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แบรนด์ซิลิงโก้ ประเทศไทย ก็ได้ให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า สถานการณ์โควิด-19 ผลักดันให้วงการแฟชั่นไปทางดิจิทัลมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ใช้การถ่ายภาพ 360 องศา เพื่อให้เห็นดีไซน์เสื้อผ้าที่นางแบบสวมทั้งตัว โพสต์ขายออนไลน์มาให้ลูกค้าได้ตัดสินใจเลือกซื้อง่ายขึ้น 

หันมาดูการปรับตัวเข้าสู่การขายแฟชั่นดิจิทัลเต็มรูปแบบในสเกลที่ใหญ่ขึ้นระดับประเทศกันบ้าง ช่วงปลายเดือนมีนาคม จีนได้จัดแฟชั่นโชว์ Shanghai Fashion Week โดยถ่ายทอดสดผ่านอินเตอร์เน็ต หรือที่เรียกกันว่า ไลฟ์สตรีมมิ่ง ซึ่งทำเงินสะพัดในอุตสาหกรรมแฟชั่นในจีนไปกว่า 2.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการไลฟ์ไม่กี่ชั่วโมง จะเห็นได้ว่าข้อดีคือการที่สามารถจับเอาสินค้ามากกว่า 1,000 ชิ้น มารวมกันให้ผู้ชมได้เลือกซื้อได้ และไม่จำกัดยอดผู้รับชม นอกจากนั้นจีนยังทำให้ง่ายต่อการแลกเปลี่ยนสินค้ากับเงินด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ยกระดับไปมากกว่าแค่การ ‘โชว์ให้ดู’ จีนพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ร่วมกับแอพลิเคชั่นให้ใช้ระหว่างไลฟ์ ที่หากผู้ชมสนใจก็สามารถคลิก Pre-Order สินค้าตัวนั้นได้เลยทันที ซึ่งการทำให้ง่ายต่อการซื้อ 

การเพิ่มโอกาสเข้าถึงการซื้อสินค้าแบบนี้ หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาอย่างคุณพรรณระพี พุกกะเจียม เจ้าของกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด Awesome Dough และเจ้าของเพจทำ-มา-หา-กิน ที่เน้นการขายทางออนไลน์หนักขึ้นหลังโควิด-19 ก็ใช้วิธีเดียวกัน ด้วยการป้อนข้อมูลใส่มือลูกค้าให้สามารถจับจ่ายได้เลยทันที อย่างการให้ลิ้งค์หน้าเว็บไซต์สำหรับพร้อมกดซื้อเสื้อผ้าตัวที่ลูกค้าต้องการ เรียกได้ว่าแบรนด์แทบจะต้องนำตัวเองนำสินค้าไปเดลิเวอรี่ถึงมือผู้บริโภคได้ตลอดเวลา

เมื่อพูดถึงเรื่องการขายออนไลน์หลายคนพุ่งเป้าไปที่การทำคอนเท้นต์ว่าแม้กำลังการผลิตน้อย แต่หากมีการจูงใจลูกค้าด้วยคอนเท้นต์ที่ดี เรื่องเล่าที่มีเสน่ห์ ก็สามารถทำเงินได้ ช่วงนี้คอนเท้นต์อาจจะต้องเน้นไปทาง emotional มากขึ้น สินค้าต้องมีความฟังก์ชั่น เน้นการใช้งานที่เหมาะสมมากกว่าความหรูหรา เพราะสถานการณ์ที่ทำให้คนไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกนอกบ้าน เป็นหน้าที่ของฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ และฝ่ายคิดคอนเท้นต์ที่ต้องสร้างสรรค์ ดึงดูดลูกค้า งัดหลัก 4P มาใช้ Product Price Place Promotion ทำข้อมูลให้ละเอียด ศึกษาให้ลึกว่าสินค้าเราคืออะไร เหมาะกับใคร ต้นทุนเท่าไหร่ จุดนี้ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์อย่างคุณสิริอรได้ให้ความเห็นว่าควรแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจน หาคนที่ถนัดเฉพาะทางช่วย จะมีประสิทธิภาพกว่าการทำงานคนเดียว

จาก Global สู่ Local ถึงเวลาร่วมมือกันสร้าง Sustainable Fashion

สิ่งที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของไทยเราไปรอดตอนนี้ ต้องใช้หลัก 3C (Communication, Collaboration, Creativity) วิทยากรภายในวงเสวนาร่วมกันวิเคราะห์และสรุป ว่าการสื่อสาร ความร่วมมือ และความสร้างสรรค์ ดูว่าเรามีอะไร ภาคกลาง เหนือ ใต้ เช่น เรามีทรัพยากรอะไร แล้วลงไปสื่อสารกับชาวบ้าน เอาตัวแบรนด์ เอาลูกค้าไปคุยให้เกิดความรู้ความเข้าใจร่วมกันด้านการผลิต เป็นการพัฒนาความรู้ชุมชนไปในตัวและง่ายต่อตัวแบรนด์และลูกค้าที่จะได้คุณภาพสินค้าที่ต้องการ 

ต่อจากการสื่อสาร Collaboration หรือความร่วมมือก็สำคัญ ผู้ประกอบการต้องเลิกเก็บ Supply เป็นความลับ หันหน้ามาแชร์ข้อมูลกันและกัน ส่งงานให้กัน เช่นในออสเตรเลีย กลุ่มดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ได้รวมกลุ่มกันเพื่อหาวัตถุดิบที่ปกติถ้าแบรนด์เดียวสั่งซื้อจะไม่ได้จำนวนขั้นต่ำ ราคาก็จะสูง แต่เมื่อมาแชร์ออเดอร์กันสั่งในจำนวนมากก็ได้ราคาที่ถูกลง ส่งผลไปถึงราคาสินค้า ซึ่งทางด้านผู้ซื้อก็มีการคุยกันในทุกระดับอยู่แล้วในระดับนานาชาติก็มี เช่นในประเทศแถบสแกนดิเนเวียก็มีการแชร์เรื่อง supply chain กัน ให้รู้ว่ามีอะไรดีอยู่ตรงไหน ถ้าเรามีการรวบรวม Big data เป็นของส่วนกลางที่รวบรวมข้อมูล แหล่งผลิตแมททีเรียลทั่วประเทศไทยโดยภาครัฐร่วมมือช่วยเหลือ แบรนด์จะทำงานง่ายขึ้นสร้างงานให้กระจายไปถึงชุมชนคนผลิต เมื่อผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น Supplier ก็จะได้ปรับตัว

ในประเทศไทยสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอก็มีความพยายามที่จะทำตรงนี้อยู่ คุณวิวัฒน์กล่าวว่าวินาทีนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการที่อุตสาหกรรม จะมาร่วมมือกับฝั่ง OTOP ผ่านเวทีของกลุ่มความเคลื่อนไหวที่ผลักดันเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมแฟชั่นต่างๆ ดังเช่นงานเสวนาของกลุ่ม Fashion Revolution Thailand ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ เพราะก่อนหน้านั้นฝั่งอุตสาหกรรมเข้าไม่ถึงชุมชนอย่างแท้จริง

เดิมทีวัตถุดิบของหลายแบรนด์ที่เคยนำเข้าจากต่างประเทศเช่น จีน วันนี้บางส่วนถูกกัก บางส่วนไม่สามารถนำเข้าได้ การผลิตทุกอย่างหยุดชะงักลง เป็นโอกาสที่จะหันมามองของที่มีในประเทศตัวเอง สร้างธุรกิจ Supplychain ในประเทศให้เข้มแข็ง กระตุ้นให้ผู้ผลิตในประเทศได้รู้ว่าการที่เราใช้วัตถุดิบในประเทศมันยั่งยืน ปลอดภัยกว่า คาดเดาทิศทางได้ง่ายกว่าการนำเข้าเพียงอย่างเดียว และทำให้เห็นชัดว่าเรามีศักยภาพแรงงานเพียงพอต่อการผลิต คุณภาพก็เทียบเท่าหรืออาจจะดีกว่าต่างชาติด้วยซ้ำ 

แต่ปัญหาของการสร้างวัตถุดิบในไทยคือ ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่ามากยากต่อการแข่งขันกับต่างชาติที่มีแรงงานจำนวนมหาศาลอยู่ในโรงงานที่ผลิต mass product เป็นปกติ

คอขวดของเราอยู่ที่ตรงไหน?

ที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จากภาครัฐร่วมกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในสถานการณ์ไม่ปกติเช่นนี้  ไม่เช่นนั้นก็เหมือนปรบมือข้างเดียว การขับเคลื่อนจะเป็นไปได้ช้า ไม่ทันต่างชาติ เช่น จีนที่นำเงินจากภาคส่วนอื่น ๆ มาช่วยเหลืออุตสาหกรรมสิ่งทอ อินโดนีเซียก็มีการช่วยอุตสาหกรรมจากต้นน้ำให้ผู้ประกอบการได้ซื้อผ้าในราคาถูกลง ด้วยการนำเงินจากอุตสาหกรรมน้ำมันมาช่วย ญี่ปุ่นก็เคลื่อนไหวโดยการจะช่วยอุ้มโรงงานญี่ปุ่นที่ต้องการย้ายฐานการผลิตจากจีน ในขณะที่ตอนนี้เราไม่มีเรื่องอุตสาหกรรมสร้างสรรค์บรรจุอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ 4.0 เลย ส่วนลดด้านภาษีก็หายไป  หลายประเทศจึงมีแต้มต่อมากกว่าเรา การช่วยส่งเสียงจากภาคเล็ก ๆ ไปถึงระดับสร้างนโยบายจึงควรทำอย่างยิ่งในตอนนี้

ขณะนี้ญี่ปุ่นมีนโยบาย 5.0 เน้นพัฒนาศักยภาพบุคคล หลังประสบวิกฤตสังคมผู้สูงอายุและต้องหันมาพึ่งพา Ai หรือหุ่นยนต์มากขึ้น ทำให้ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องทรัพยากรบุคคลที่จะต้องทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ที่กำลังจะก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตพวกเขาด้วยการส่งเสริมการศึกษาความรู้ความสามารถให้กับคนในประเทศตั้งแต่ชั้นประถม ถ้านำเรื่องนี้มาปรับใช้ในบ้านเราส่งเสริมการศึกษาให้ทั่วถึง นำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยเสริมในอุตสาหกรรมสิ่งทอจะช่วยให้เกิดการผลิตในระดับ mass ได้มากขึ้น จากเดิมที่พึ่งแรงงานมนุษย์ทุกขั้นตอน เปลี่ยนเป็นให้หุ่นยนต์ทำงานซ้ำๆแทนและนำแรงงานคนไปพัฒนาในจุดอื่นให้เชี่ยวชาญขึ้นแทน เนื่องจากสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราผลิตได้น้อยและมีราคาสูง เกิดจากการไม่ได้นำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนอีกทางด้วย ซึ่งจุดนี้ต้องมีคนลงไปร่วมพัฒนากับชุมชน

คุณธนิดา ดิษยบุตร ผู้ก่อตั้งโครงการ Quizrr โปรแกรมช่วยพัฒนาแรงงานให้มีความรู้ความเข้าใจในบทบาทและสิทธิของตัวเองซึ่งใช้ในองค์กรใหญ่ ๆ มาแล้วหลายประเทศ ได้วิเคราะห์ตลาดแรงงานในไทยตอนนี้ ว่าเรามี supplier ที่ดีในสายการผลิตเครื่องนุ่งห่ม ประเด็นด้านราคาที่สูงกว่า ถ้าหากมองว่าเป็นการส่งเสริมให้ supply chain ในประเทศไปต่อได้ อุตสาหกรรมเราก็จะถูกยกระดับขึ้น ความมั่นคงก็จะเกิดขึ้นจริง ซึ่งคุณวิวัฒน์ เสริมว่าเรามีความพร้อมอยู่แล้วเพียงแต่ต้องการการผลักดันช่วยเหลือทั้งภาค Macro และ Micro  หากนำแรงงานเหล่านี้กลับเข้ามาได้มาก เอาอุตสาหกรรมเบาคืนมาเราจะมีแหล่งผลิตเพิ่ม และเมื่อมีแหล่งผลิต ลูกค้าก็จะกลับมา 
ภายในวงเสวนาได้กล่าวต่อถึงด้านการแข่งขัน ตราบใดที่อุตสาหกรรมนี้ยังคงรวมอยู่ในธุรกิจผ้าที่ Mass product ก็จะเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันอีกนานเรื่องการแข่งขันด้านราคา เพราะราคาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า แม้โรงงานมีความพยายามที่จะทำให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนตั้งแต่ระดับแรงงานขึ้นไป แต่ลูกค้าเองต้องเข้าใจว่าวัตถุดิบที่ผลิตเองในประเทศอาจมีราคาสูงกว่า ทำให้ตัวสินค้าราคาสูงตาม แต่รับประกันว่าจะได้คุณภาพที่ดีกว่า ทางเดียวที่จะช่วยขับเคลื่อนได้อาจจะเป็น mindset ที่เปลี่ยนไปของลูกค้าในเรื่องของการซื้อของ ที่ยอมจ่ายแพงขึ้น เพื่อคุณภาพที่ดีขึ้น ใช้ได้นานขึ้น อาจจะเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมจากกระแสรักษ์โลกตอนนี้ หรือเพื่อความคุ้มค่าจากการจ่ายเพียงครั้งเดียวใช้ได้ยาวนานก็ตาม แต่ผลสุดท้ายคือมันจะเกิดความยั่งยืนขึ้นในอุตสาหกรรม Garment ในระยะยาว ตั้งแต่คนตัดเย็บได้ค่าแรงที่สูงขึ้น มีชีวิตที่ดีขึ้น กลับมาทำงานเพิ่มแรงงานฝีมือในระบบ ไปจนถึงผู้ประกอบการ และหากเราเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าคุณภาพสูง อนาคตที่สดใสที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ก็จะตามมา

หลังโควิดคุณวิวัฒน์ให้ความเห็นว่า ทางยุโรป หรืออเมริกา จะมองชาวเอเชียไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อาจมีการต่อรองที่มากกว่าเดิมในเรื่องราคา ดังนั้นตลาดใหม่ที่ต้องหันมาให้ความใส่ใจมากขึ้นอาจจะเป็นเพื่อนฝั่งเอเชียด้วยกันเอง เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน 

ตัวเลขที่สถาบันสิ่งทอรวบรวมมาในช่วงต้นปีนี้ระบุว่าไทยส่งออกเครื่องนุ่งห่มสูงขึ้นถึง 3% เนื่องจากประเด็นปัญหาระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ให้ออเดอร์กับไทยแทนจีน ไทยจึงสามารถส่งออกได้มากขึ้น ญี่ปุ่นที่กำลังต้องการย้ายฐานการผลิตเองก็เป็นที่น่าจับตามอง หากญี่ปุ่นเริ่มมองหาฐานการผลิตใหม่จริง การเจรจาตรงนี้จะสำคัญมากเป็นอะไรที่ระดับภาค Macro อย่างรัฐต้องเริ่มศึกษาเตรียมความพร้อม

 

เรื่อง: พจีรจิต ถนอมทรัพย์
ที่มาภาพ: marketingoops.com
ที่มา: รายงาน “It’s time to rewire the fashion system: State of Fashion coronavirus update” จาก mckinsey.com
รายงาน “Fashion Transparency Index 2020” จาก fashionrevolution.org
“COVID-19 What do consumers expect from brands?” จาก consulting.kantar.com
บทความ”กรณีศึกษา “Shanghai Fashion Week” สร้าง Virtual Runway + Live Stream ทลายขนบแฟชั่นโชว์เดิมๆ” จาก marketingoops.com