Research & Report

เปิดไอเดีย ปรับธุรกิจใหม่ รับตลาดดิจิทัลไทยเติบโตแรง


แม้ว่าปัจจุบัน ประเทศไทยจะพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ค่อนข้างน้อย และส่วนใหญ่อยู่ในขั้นตอนของการกักตัวที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) เป็นหลัก  อีกทั้งมาตรการป้องกันโรคหลายข้อจากภาครัฐก็ได้ถูกผ่อนคลายไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจและการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนบางอย่างได้เปลี่ยนไปเกิดเป็นพฤติกรรมใหม่ที่ธุรกิจต้องปรับตัวรับมือให้ทัน
 

ตลาดดิจิทัลไทยโตต่อเนื่อง

รายงานสถิติจาก Digital Stat 2020 โดย We Are Social ประจำเดือนมกราคม 2563 (เดือนล่าสุดที่มีการวิเคราะห์รายประเทศ) สะท้อนข้อมูลที่น่าสนใจว่า พฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการแบบออนไลน์ของคนไทย เมื่อวิเคราะห์ผ่านหมวดหมู่สินค้าและบริการ (E-commerce Growth by Category) พบว่า ในภาพรวมมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าเกือบทุกรายการ (เปรียบเทียบการเติบโตระหว่างปี 2561 - 2562) โดยหมวดของอาหารและอุปกรณ์ส่วนบุคคล (Food & Personal Care) มีอัตราการเติบโตสูงสุดถึง 22% และเมื่อพิจารณาถึงเม็ดเงินที่ใช้ (E-commerce Spend by Category) จะพบว่า ในปี 2562 ผู้บริโภคชาวไทยมีการใช้จ่ายในเรื่องของการท่องเที่ยวและที่พักสูงที่สุดถึง 6,120 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ


บริการเช่าครัว Cloud Kitchen
ต้นทุนไม่พุ่ง ค่าส่งไม่กระฉูด

ปัจจุบัน มีธุรกิจอาหารที่สามารถเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับแพลตฟอร์มสั่งอาหาร หรือ Food Delivery Application อาทิ Lineman, Grab Food, Food Panda หรือ Gojek (Get) จำนวนมากพอสมควร  แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่การส่งอาหารไปยังลูกค้า เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคำนึงถึงเรื่องโปรโมชัน และค่าส่ง เป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งในการพิจารณาเลือกสั่งอาหารด้วย ทำให้ร้านอาหารดัง ๆ แต่อยู่ไกล อาจไม่ได้อยู่ในตัวเลือกของลูกค้าที่จะใช้บริการ 

ข้อจำกัดนี้เองจึงนำไปสู่ไอเดียว่า จะดีกว่าไหมถ้าผู้บริโภคได้เลือกสั่งอาหารจากร้านเจ้าดังเหล่านั้น โดยเสียค่าส่งที่ไม่แพงเกินไป “Cloud Kitchen” จึงเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแนวคิดของร้านอาหารแบบเดิม ๆ ด้วยการจำลองครัวของร้านอาหารดังเพื่อให้บริการส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่โดยเฉพาะ 

Cloud Kitchen จะเน้นไปที่การสร้างแพลตฟอร์มพื้นที่ห้องครัวและอุปกรณ์ครัวให้เช่าสำหรับร้านอาหาร ที่ต้องการขยายสาขาเพื่อการจำหน่ายในรูปแบบเดลิเวอรี่ เพียงแค่ส่งพนักงานมาประกอบอาหารใน Cloud Kitchen ร้านอาหารต่าง ๆ ก็จะสามารถส่งอาหารไปยังบริเวณโดยรอบได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนขยายสาขาหรือเปิดหน้าร้านใหม่ เนื่องจากการเช่าพื้นที่ทำครัวใน Cloud Kitchen นั้นมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการเปิดหน้าร้านใหม่มาก เพราะไม่จำเป็นต้องเสียเงินในการซื้อหรือเช่าพื้นที่ การจัดตกแต่งร้าน การจ้างพนักงานเสิร์ฟอาหาร ซึ่งช่วยให้กิจการลดต้นทุนโดยเฉลี่ยลงได้มากกว่าถึง 1 ใน 3

ตัวอย่างบริษัทที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก ได้แก่ Rebel Foods บริษัทสตาร์ตอัพสัญชาติอินเดีย ที่มีร้านอาหารมากกว่า 1,600 แบรนด์ ให้บริการ Cloud Kitchen กระจายตัวอยู่กว่า 205 แห่ง ครอบคลุมการให้บริการส่งอาหารใน 16 เมืองของประเทศอินเดีย นั่นหมายความว่า Rebel Foods มีจำนวน Cloud Kitchen มากถึง 12 แห่งต่อ 1 เมือง โดยอาหารที่ให้บริการนั้นมีตั้งแต่อาหารพื้นเมืองไปจนถึงอาหารตะวันตก

หากพูดถึงโมเดลธุรกิจแบบ Cloud Kitchen ในประเทศไทย Grab ได้นำโมเดลธุรกิจนี้เข้ามาให้บริการลูกค้าชาวไทยเป็นเจ้าแรก ผ่าน Grab Kitchen ซึ่งจัดตั้งที่แรกอยู่ในบริเวณ ตลาดสามย่าน ชั้น 2 ประกอบไปด้วยร้านอาหารชื่อดังจำนวน 12 ร้าน โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกร้านอาหารให้เข้าร่วมนั้น ทาง Grab ใช้วิธีรวมรวบข้อมูลในแพลตฟอร์มเพื่อหาร้านที่มีการถูกค้นหามากที่สุดและร้านค้าจะต้องอยู่นอกพื้นที่ให้บริการรัศมี 8 กิโลเมตร เพื่อรวมร้านที่ได้รับความนิยมแต่อยู่ห่างไกลออกไปมาไว้ในสถานที่ที่ใกล้มากขึ้น เป็นการตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากกินของอร่อยแต่ไม่อยากรอนานและเสียค่าส่งแพง รวมถึงช่วยให้ผู้ขับรับ-ส่งออเดอร์ไม่ต้องเหนื่อยขับรถไกลอีกด้วย


ท่องเที่ยวได้ทั่วโลกได้ง่าย ๆ ผ่านระบบ VR

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการระบาดของโควิด-19 คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งยังไม่สามารถคาดการณ์ระยะเวลาการฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ได้ 

ทว่าภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าวก็ผลักดันให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้านี้ อย่าง GROUND CONTROL ที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว สนใจงานศิลปะ และมองเห็นโอกาสในช่วงที่เรายังไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างอิสระมากนัก โดยการจัดโปรเจกต์ที่เรียกว่า Self Quarantour 

โปรเจกต์นี้เป็นการพาชมพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกผ่านโปรแกรม VR (Virtual Reality) และมี GROUND CONTROL อาสาเป็นภัณฑารักษ์เล่าเรื่องราวเกร็ดน่ารู้ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และเมื่อจัดกิจกรรมผ่าน Live Facebook Page ทำให้ผู้ชมทางบ้านสามารถเข้ามาเติมเต็มทัวร์ในครั้งนี้ราวกับกำลังเดินเยี่ยมชมศิลปะระดับโลกพร้อมกันจริง ๆ 

จุดเด่นที่สร้างความแตกต่างระหว่างโปรเจกต์นี้กับการนั่งชม VR ทั่วไปก็คือ การนำเสนอในรูปแบบการสื่อสารระบบสองทาง (Two-Way Communication) ที่ผู้เล่าและผู้ฟังสามารถพุดคุยโต้ตอบกันได้ โดยรูปแบบการใช้แพลตฟอร์มของ GROUND CONTROL คือ การนำแพลตฟอร์มเดิมที่มีอยู่แล้วมาใส่กระบวนการเล่าเรื่อง หรือ Storytelling จากผู้รู้ จึงถือเป็นการออกแบบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค 

 

จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน
เศรษฐกิจสมานฉันท์ Solidarity Economy

 

“ตามสั่ง ตามส่ง” เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 โดยเกิดจากการตั้งคำถามที่ว่า “เราสามารถสร้างเครื่องมือที่คนทั้งชุมชมเป็นเจ้าของร่วมกันได้หรือไม่” 

ไอเดียที่เป็นมิตรกับทุกคนในชุมชนของ คุณอรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียศึกษา และทีมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  เกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่ร้านค้าต่าง ๆ ถูกสั่งปิด และต้องผันตัวเองไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีค่าบริการค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ต่อวันของคนในชุมชน เมื่อการแข่งขันสูงขึ้น ลูกค้าย่อมถูกเรียกเก็บค่าบริการที่มากขึ้น แต่ร้านค้ากลับไม่ได้รับกำไรเพิ่มขึ้น อีกทั้งวินมอเตอร์ไซต์รับจ้างที่พบเจอคู่แข่งมากมาย ก็ส่งผลให้ลูกค้าหดหายไป รายได้ก็ลดลงตามไปด้วย “ตามสั่ง ตามส่ง” จึงเข้ามาเป็นสะพานเชื่อมให้คนในชุมชนหันหน้าเข้ามาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 

แต่กว่าที่คนในชุมชน เจ้าของกิจการ รวมถึงวินมอเตอร์ไซต์รับจ้างจะสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “ตามสั่ง ตามส่ง” ได้นั้น ทักษะที่ขาดไม่ได้เลยของทีมงานที่คอยดูแล คือ ทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งตัวแอปพลิเคชันและเครื่องมือด้านอื่น ๆ เช่น การทำธุรกรรมทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือ (Internet Banking) 

นอกจากนี้ การสร้างบรรทัดฐานของราคาและคุณภาพบริการยังเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ และผลพลอยได้ที่ตามมาก็คือ การมีปฏิสัมพันธ์ในชุมชน ทำให้ผู้คนมองเห็นกันและกันมากยิ่งขึ้น 

ลักษณะที่น่าสนใจของแอปพลิเคชันนี้คือ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางและเรียกเก็บค่าบริการจากการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ แต่เป็น “การสร้างเศรษฐกิจสมานฉันท์” (Solidarity Economy) ที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน มีการกระจายภาระที่เกิดขึ้นอย่างยุติธรรม จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างประสิทธิภาพของแต่ละธุรกิจให้ดีขึ้น สะดวก และง่ายขึ้นโดยไม่แสวงหาผลกำไรโดยตรง ซึ่ง “ตามสั่ง ตามส่ง” ถือเป็นแพลตฟอร์มที่น่าสนใจและควรสนับสนุนผลักดันให้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เพราะนอกจากเป็นการช่วยเหลือชุมชนแล้ว ยังช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแรงงานบางกลุ่มที่ไม่ได้รับสวัสดิการที่ดีมากพอ โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ

จะเห็นได้ว่าแพลตฟอร์มออนไลน์ในยุคนี้ถูกพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด เกิดโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ  ที่จะช่วยเพิ่มฐานและช่องทางการเข้าถึงลูกค้า ง่ายต่อการทดสอบตลาด ในขณะที่ใช้เงินลงทุนน้อยแต่ได้ผลลัพธ์ตอบสนองที่ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น ทั้งนี้ เราอาจจะเห็นเพียงความสำเร็จปลายทางของ Best Practice ที่ยกตัวอย่างมาในข้างต้น แต่กว่าจะออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ได้ เชื่อว่าแบรนด์ต่าง ๆ  ใช้ความพยายามอยู่ไม่น้อย CEA จึงขอเป็นกำลังใจให้กับทุกธุรกิจก้าวข้ามข้อจำกัด เพื่อการค้นพบน่านน้ำแห่งโอกาสใหม่ที่ดีไม่แพ้กัน


แหล่งอ้างอิง :
1.    เนื้อหากรณีตัวอย่างและบทสัมภาษณ์ผู้ก่อตั้ง “ตามสั่ง ตามส่ง” เรียบเรียงโดย สำนักพัฒนาองค์ความรู้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)
2.    ข้อมูลอ้างอิงอื่น ๆ 
●    Ecommerce Statistics
●    Cloud Kitchen 
●    ตามสั่ง ตามส่ง 
●    Ground Control