Research & Report

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงและโอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมงานฝีมือและหัตถกรรมในอนาคต


โลกในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงที่การพัฒนาด้านเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารที่ไร้พรมแดน การพัฒนาของเครื่องจักรกลและความฉลาดของเทคโนโลยีนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่ของวิถีชีวิตและทัศนคติในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ผลพวงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยังได้นำพาอีกกระแสหนึ่งให้เริ่มเติบโตควบคู่กัน สังคมโลกส่วนหนึ่งได้หันกลับมาให้ความสนใจทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ความรีบเร่งของการดำเนินชีวิตประจำวันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับแต่ละจังหวะในการดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น โดยจะเห็นได้จากการที่คนเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นๆ รอบตัวมากขึ้น การเลือกใช้สิ่งของเรียบง่าย ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ รวมไปถึงการให้คุณค่ากับสิ่งที่ทำขึ้นด้วยมือมากยิ่งขึ้น เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มผู้ประกอบการสร้างสรรค์ สาขางานฝีมือและหัตถกรรม ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษาและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมกับกระแสของการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลสามารถสรุปภาพรวมของแนวโน้มและโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมงานฝีมือและหัตถกรรม โดยแบ่งออกเป็น 3 กระแสหลักที่จะส่งผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม ดังนี้

 

กระแสการบริโภคสินค้างานฝีมือในปัจจุบัน

กระแสการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการ ได้แก่ การถดถอยและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้คนส่วนใหญ่ตระหนักถึงการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น พร้อมทั้งพิจารณาในการเลือกซื้อสินค้าที่สามารถตอบสนองต่อการดำรงชีวิตประจำวันเป็นประเด็นสำคัญ สาเหตุอีกประการหนึ่งมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม เนื่องจากการปฏิวัติดังกล่าว อุตสาหกรรมการผลิตจึงเติบโตขึ้นและเพิ่มกำลังการผลิตจนมีขนาดที่ใหญ่มาก สินค้าหลายชนิดจะถูกผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก ทั้งนี้ กระแสโลกาภิวัตน์ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดวิธีการผลิตดังกล่าว เนื่องจากการที่ผู้ผลิตสามารถที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลกได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้ผลิตสินค้าส่วนใหญ่เลือกที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก แต่จากกระแสการผลิตสินค้าจำนวนมาก และกระแสโลกาภิวัตน์ในเวลาต่อมา ได้ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป อ้างอิงจากรายงานของ Crafts Council England พบว่าความคิดของผู้บริโภคต่อการเลือกซื้อสินค้ามีแนวโน้มที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน ระบบการผลิตจำนวนมาก (Mass-Production) ส่งผลให้สินค้าต่างๆ สามารถเป็นที่พบเห็นได้ทั่วไป ไม่มีความน่าสนใจ ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อสินค้าที่มีความเป็นปัจเจก พิเศษ และเฉพาะตัว อาทิ สินค้างานฝีมือ
 

จากรายงาน พบว่าเมื่อพูดถึงคำว่า “งานฝีมือ (Crafts)” แล้ว ผู้ฟังจะนึกถึงคุณสมบัติดังต่อไปนี้ คือ เป็นของแท้ มีคุณภาพ ทำด้วยมือ เป็นผลผลิตของช่างฝีมือ และจากแบบสอบถาม พบว่าเหตุผลร้อยละ 58 ของผู้ที่ซื้อหรืออยากจะซื้อสินค้างานฝีมือ คือ “งานฝีมือเป็นของขวัญที่มีเอกลักษณ์” และร้อยละ 41 ให้เหตุผลว่า “เพื่อที่จะได้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ไม่ซ้ำกับใคร” ความคิดของผู้บริโภคต่อสินค้างานฝีมือกำลังเปลี่ยนไป สินค้างานฝีมือกำลังถูกมองว่ามีคุณค่ามากขึ้น และตัวผู้บริโภคเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องราวและที่มาของสินค้างานฝีมือมากขึ้นเช่นกัน ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามกับสินค้างานฝีมือว่า ใครคือผู้ผลิตงานฝีมือชิ้นนี้? กรรมวิธีการผลิตงานฝีมือชิ้นนี้เป็นอย่างไร? และ อะไรคือวัตถุดิบที่ใช้ในการสร้างงานฝีมือชิ้นนี้? กล่าวได้ว่ากระแสการบริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับโลก ซึ่งผลกระทบจากกระแสการบริโภคนี้จะส่งผลดีต่อผู้ผลิตงานฝีมือในแง่ของอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

 

กระแสการตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด (Sustainable Development)

 

 

นอกจากกระแสการบริโภคสินค้าที่มีเอกลักษณ์แล้ว ก็ยังมีกระแสความยั่งยืน (Sustainability) อีกด้วย โดยเป็นกระแสที่เกี่ยวข้องกับการเลือกใช้สินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกกันว่าผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Product) ในบทความของ Instituto Federal de Sao Paulo and Cnpq, Brazil ได้พูดถึงแฟชั่นและการออกแบบไว้ว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เกิดผลเสียต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ เพราะผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะทิ้งสิ่งของเครื่องใช้ไปก่อนเวลาที่สมควร หรือก่อนที่สิ่งของชิ้นนั้นจะเสื่อมสภาพไป เพียงเพราะว่าสิ่งของชิ้นนั้นล้าสมัย หรือไม่เป็นที่นิยมแล้ว อ้างอิงจากรายงานของ Crafts Council England พบว่าในปัจจุบัน ผู้บริโภคมีความสนใจและให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น โดยผู้บริโภคมีความต้องการที่จะเลือกซื้อสินค้าที่ “มีความเป็นธรรมกับสังคม (Socially Equitable)” และ “มีความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม (Environmentally Sustainable)” ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจในสินค้างานฝีมือมากขึ้น เนื่องจากสินค้างานฝีมือนั้นส่วนมากแล้วจะผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ หรือพูดได้ว่าสินค้างานฝีมือนั้นเป็นสินค้าที่แสดงออกถึงความยั่งยืน ทางธรรมชาตินั่นเอง การเกิดขึ้นของกระแส Sustainable จะช่วยขยายโอกาสให้แก่ผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดงานฝีมือ ที่มีความคิดสร้างสรรค์ เข้ามาพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ เพื่อผลิตสินค้าที่ตอบรับกับกระแสความยั่งยืนและตอบสนองต่อตลาดผู้บริโภคกลุ่มนี้ที่กำลังเติบโตขึ้นในทุกขณะอีกด้วย


กระแสยุคดิจิทัลกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบของงานฝีมือในอนาคต (Digital Craft Trend)
 

กระแสของ Digital Craft มีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่มงานจำพวกสถาปัตยกรรม โดยเริ่มต้นจากการบูรณาการการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) การผลิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Fabrication) และการผลิตด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Construction) เข้าด้วยกัน ซึ่งการนำเอาแนวคิด Digital Craft มาใช้นั้น ส่งผลให้สถาปนิกสามารถมีส่วนร่วมกับการผลิตผลงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและขยายขอบเขตการทำงานของสถาปนิกให้กว้างขึ้นโดยในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานฝีมือเป็นอย่างมาก โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้นได้กลายไปเป็นส่วนประกอบของงานฝีมือในทุกๆ ขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอนการสืบค้นข้อมูล การริเริ่มความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ รวมไปถึงขั้นตอนในการผลิตชิ้นงานฝีมือ กล่าวคือ ความหมายโดยกว้างของ Digital Craft นั้นหมายถึง การสร้างสรรค์งานฝีมือที่มีการใช้งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งนั่นเอง อาทิ การใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติในการออกแบบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype) หรือการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยในการออกแบบ (Design) รวมไปถึงการใช้เครื่องมือ/เครื่องจักรในกระบวนการผลิตบางขั้นตอน เพื่อให้มีความรวดเร็วและมาตรฐานที่แน่นอน เป็นต้น

ในด้านของความสัมพันธ์ระหว่างงานฝีมือกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นจากในอดีต สืบเนื่องจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ง่ายขึ้นและค่าใช้จ่ายที่ลดลง ในปัจจุบันผู้ผลิตงานฝีมือมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการฝึกฝนหรือผลิตผลงาน โดยได้มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย อาทิ การออกแบบ การผลิต ในการสร้างสรรค์งานฝีมือรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ กลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขวางขึ้น ทั้งยังสามารถเพิ่มทางเลือกในการสั่งสินค้าให้แก่ผู้บริโภค (Product Customization) หรือในส่วนของการร่วมออกแบบ (Co-Design) และการร่วมผลิต (Co-Creation) ก็สามารถทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย รวมไปถึงการใช้งานเชิงพาณิชย์ เช่น การตลาด การโฆษณา อีกทั้งยังพบว่าได้มีการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตงานฝีมือรุ่นใหม่ (New Maker) เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรมและทักษะแบบดั้งเดิมเข้ากับการผลิตเชิงดิจิทัลยุคใหม่ รวมถึงการสร้าง Platform ใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการกระจายสินค้าและบริการที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากการกระแสของการพัฒนา Digital Craft ได้ก่อให้เกิดคำถามขึ้น ในแง่ของผลกระทบจากการพัฒนาที่อาจส่งผลต่อทิศทางของอุตสาหกรรมงานฝีมือและหัตถกรรมในภาพรวม เช่น การพัฒนาทางเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล จะเป็นส่วนขยาย (Extension) ของพื้นที่ทางจินตนาการ หรือจะกลายเป็นส่วนทดแทน (Replacement) ของพื้นที่ทางกายภาพ และผลลัพธ์ระยะยาวที่เกิดจากการอิงกับการใช้เทคโนโลยีจะส่งผลให้กรอบความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์มีการขยายตัวมากขึ้นหรือจะถูกจำกัดพื้นที่ลงภายใต้ความสามารถของเทคโนโลยีในอนาคต

ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ ลักษณะเฉพาะของงานฝีมือร่วมสมัยที่ประกอบไปด้วย ‘ความแตกต่างและหลากหลาย’ ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายองค์ประกอบผสมผสานเข้าด้วยกัน และส่วนที่สำคัญที่สุดคือ วัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งจะส่งผลให้เกิดความหลากหลายในงานฝีมือที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ แต่เมื่อมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้งานในส่วนของการริเริ่มความคิดสร้างสรรค์แล้ว อาจจะทำให้ความหลากหลายดังกล่าวหายไปได้ ซึ่งอาจจะเกิดจากผลลัพธ์ของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมโยงถึงกันได้อย่างรวดเร็ว กระแสของการบริโภค หรือรสนิยมที่มีความเหมือนกันระหว่างคนในพื้นที่ต่างๆ มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ผลิตงานฝีมือในท้องถิ่นหนึ่งได้ใช้งานระบบดิจิทัลเพื่อค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับงานฝีมือต่างๆ และได้สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ โดยมีงานฝีมือของท้องถิ่นอื่นเป็นแรงบันดาลใจ กล่าวคือ ความหลากหลายของงานฝีมือในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้น แต่ความหลากหลายของงานฝีมือในทั่วโลกจะลดลง หรืออีกนัยหนึ่ง รูปแบบและลักษณะของงานฝีมือจะเริ่มมีความคล้ายคลึงกันมากขึ้น จากการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการสร้างรสนิยมร่วมกัน เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป จากกระแสของ Digital Craft นั้น สามารถส่งผลทั้งในด้านบวกและด้านลบ และผลที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาทางเทคโนโลยี จะขึ้นอยู่กับการที่ผู้ผลิตนำเครื่องมือเหล่านั้นมาปรับใช้กับการสร้างสรรค์ผลงานอย่างไร ทั้งนี้ ผู้ผลิตงานฝีมือไม่ควรมองว่าระบบดิจิทัลเป็นทางเลือกใหม่หรือเป็นสิ่งทดแทนระบบที่มีอยู่ แต่ควรมองว่าระบบดิจิทัลเป็นระบบที่มีไว้เพื่อขยายขอบเขตของความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ให้ก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่ง กล่าวคือ การใช้ระบบดิจิทัลเพื่อสร้างมิติและมุมมองใหม่ในกระบวนการผลิตงานฝีมือ และเป็นรูปแบบของการประยุกต์ระบบใหม่อย่างระบบดิจิทัลเข้ากับระบบเก่าอย่างการผลิตด้วยมือเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในงานฝีมือ ทั้งในด้านของความสามารถทางการผลิต ด้านคุณภาพของสินค้า และด้านของความคิดสร้างสรรค์นั้นเอง

ที่มาภาพ: 
www.baanlaesuan.com
www.hkinteriors.com
www.bernabeifreeman.com.au

ที่มา: กรณีศึกษาต้นแบบที่ดีของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สาขางานฝีมือและหัตถกรรมในประเทศไทยจากการสัมภาษณ์เชิงลึก โดย บริษัทเอฟฟินิตี้ จำกัด จาก รายงานแผนพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์รายสาขา: งานฝีมือและหัตถกรรม, 2562